รมช.ปิยะรัฐชย์” ดันสหกรณ์–วิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกหลักเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร หนุนตลาดนำการผลิต สร้างรายได้มั่นคงสู่ชุมชน

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร จำกัด และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้าง อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมมอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ให้เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เชื่อมโยงการผลิตสู่ตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร ตามแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

      นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า สหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพราะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต ถ่ายทอดองค์ความรู้ สนับสนุนแหล่งเงินทุน และสร้างอำนาจต่อรองด้านการตลาดให้กับสมาชิก การพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็งจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรไทย

      “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกร เพราะเมื่อเกษตรกรรวมกลุ่มกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถลดต้นทุน เพิ่มอำนาจต่อรอง และต่อยอดการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรได้มากขึ้น หน่วยงานในสังกัดต้องเข้าไปสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี แหล่งทุน และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองและเติบโตได้อย่างมั่นคง” นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าว

      โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับฟังผลการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทสำคัญในการให้บริการสมาชิกด้านสินเชื่อ การรวบรวมผลผลิต การจัดหาปัจจัยการผลิต การส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมรับฟังข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งรวบรวมผลผลิต เครื่องจักรกลการเกษตร การเพิ่มศักยภาพด้านการตลาด และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่สมาชิกและรองรับการขยายตัวของภาคการเกษตรในอนาคต

      จากนั้น ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้าง ซึ่งเป็นต้นแบบการผลิตและแปรรูปข้าวอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเพาะปลูก การแปรรูป การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างตราสินค้าและการตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและขยายโอกาสสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมรับฟังข้อเสนอในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจชุมชนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย

     รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนให้สามารถพัฒนาศักยภาพได้ครบทุกมิติ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การพัฒนามาตรฐาน การสร้างแบรนด์ การเชื่อมโยงตลาด และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าสูง สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง