จำลอง ฉะพ.ร.บ.สื่อฯทำสังคมไทยพิการทุกมิติ แฉเดือดขบวนการปั่น Fake News สร้างคอนเทนต์หิวแสง

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 นายจำลอง อนันตสุข สว.สุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ตนในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้ลุกขึ้นอภิปรายในระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างมาจากสภาชุดที่แล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 69 ที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันนี้สังคมไทยพิการทุกมิติหลายๆ ด้าน ซึ่งชนวนเหตุสำคัญเกิดจาก
ร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม.ไม่เคยได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้เท่าทันยุคสมัยที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยทุกวันนี้ประชาชนกำลังตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมหรือ “Fake News” จำนวนมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบุคคลประเภทที่ “ตั้งตัวเป็นสื่อมวลชนเอง” แสดงความคิดเห็น สร้างคอนเทนต์หิวแสง ปลุกปั่นกระแสให้ตัวเองเพื่อเรียกคะแนนนิยม โดยให้สมาชิก แฟนเพจ หรือแอดมิน เข้ามาคอมเมนต์ด่าทอหรือชื่นชอบตามใจสั่ง ซึ่งโคลนตมโซเชียลเหล่านี้กำลังสร้างปัญหาให้ประเทศชาติในหลายมิติ แม้กระทั่งคนในวงการเมืองเอง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. รวมกันกว่า 700 ชีวิต ก็โดนขบวนการนี้ถล่มจนกลายเป็นเรื่องประจำ จึงฝากไปถึง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้หันมาปรับปรุงกฎหมายและบังคับใช้อย่างจริงจังและทันสมัยเสียที

สว.จำลอง ยังระบุว่า มีร่างกฎหมายสำคัญอีก 2 ฉบับ ที่สภานี้กำลังจะได้พิจารณานั่นก็คือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังมัวแต่ถกเถียงกันเรื่องคุณสมบัติกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพียงแค่มาตราเดียว แต่กลับใช้เวลาพิจารณายาวนานเป็นวันๆ
โดยการร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศจำเป็นต้องได้คนที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ทั้งด้านการเมือง กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และต้องยึดมั่นในเสาหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตย
แต่สิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาดคือ “ด้านกีฬา” โดยเฉพาะ “มวยไทย” ที่เป็น Soft Power อันทรงพลัง
สว.จำลอง ยังเสนอแนะว่า กีฬาไม่ใช่แค่เรื่องการออกกำลังกายขยับแข้งขยับขาอย่างเดียว แต่ส่งผลต่อโครงสร้างประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างวินัย และสปิริตของคนในชาติ ซึ่งเป็นพื้นฐานของความมั่นคงและสังคมไทย
จึงอยากฝากให้บรรจุเรื่องโครงสร้างกีฬาไว้ในหมวดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย
ส่วนร่างกฎหมายอีกฉบับที่สำคัญคือ ร่าง พ.ร.บ.ท้องถิ่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการถ่ายโอนภารกิจไปสู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะคุณสมบัติของผู้บริหารท้องถิ่นฉบับใหม่จะต้องพิจารณาเนื้อหา พ.ร.บ. อย่างรอบคอบรัดกุมที่สุด เพราะโลกปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวล้ำไปไกลมาก ผู้นำท้องถิ่นยุคนี้จึงต้องหมั่นเรียนรู้และปรับตัวในการบริหารงานทุกๆ เรื่อง เพื่อให้เท่าทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน หากยังย่ำอยู่กับที่ก็คงจะบริหารงานลำบากและไม่ทันโลก.
