สทนช. เตรียมความพร้อมรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “อาคารชลพิพัฒน์”

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ร่วมกับหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมความพร้อมในการรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี
เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “อาคารชลพิพัฒน์” ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จังหวัดนนทบุรี
ในวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 17.00 น. เนื่องในวาระครบรอบวันคล้ายวันสถาปนา สทนช. 9 ปี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10

สำหรับอาคารที่ทำการของ สทนช. นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารว่า “อาคารชลพิพัฒน์” เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 หมายถึง อาคารเป็นที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้วิวัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีลักษณะเป็นอาคาร Green Building ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความสูง 16 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ภายในกรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ภายในอาคารได้เตรียมความพร้อมพื้นที่สำคัญต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน รวมถึงห้องปฏิบัติการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ (War Room) ศูนย์กลางรวบรวมและประมวลผลข้อมูลน้ำของประเทศ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
ในการนี้ สทนช. ยังได้เตรียมพื้นที่สำหรับทรงปลูก “ต้นรวงผึ้ง” พรรณไม้ประจำพระองค์ ซึ่งมีดอกสีเหลืองอันเป็นสีประจำวันพระราชสมภพและผลิดอกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ตรงกับเดือนพระราชสมภพ สื่อถึงความเป็นสิริมงคล
ความร่มเย็น และความผูกพันระหว่างพระองค์กับพสกนิกร และได้เตรียมจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและแสดงผลงาน“9 ปี แห่งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสู่ปีที่ 10 เพื่อการวิวัฒนาก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ” แสดงความก้าวหน้า ผลสัมฤทธิ์ และแนวทางการบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศที่ สทนช. ดำเนินการในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนวิสัยทัศน์และแผนขับเคลื่อนงานในทศวรรษใหม่ เพื่อเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาภัยด้านน้ำในทุกมิติ ควบคู่การเสริมสร้างความร่วมมือด้านน้ำระหว่างประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการคาดการณ์ฝนและการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างสะดวกและเข้าใจง่าย และเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ช่วยป้องกันและลดผลกระทบได้ทันท่วงที ตลอดจนเสริมศักยภาพผู้นำชุมชนให้สามารถ
“รู้ รับ ปรับตัว” ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เตรียมพร้อมรับมือความท้าทายในอนาคต มุ่งสู่การสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป
