“59 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร”เดินหน้าปรับระบบ สร้างคน พัฒนางาน สู่การเกษตรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

21 ตุลาคม 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 59 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบแนวทางการขับเคลื่อนกรมส่งเสริมการเกษตร มุ่ง “สร้างคน
รุ่นใหม่ พัฒนากรมเป็นองค์กรทันสมัย ด้วยงานส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนทางเกษตรและอาหาร”พร้อมยกระดับระบบส่งเสริมการเกษตรให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตร เชื่อมโยงคน พื้นที่ และสินค้า ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมสร้างโอกาสและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกร
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 59 ปี กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นกำลังสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี
และนวัตกรรมไปสู่เกษตรกร ตลอดจนเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และเครือข่ายเกษตรกร เพื่อให้การพัฒนาการเกษตรเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ งานส่งเสริมการเกษตรไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยง ‘คน พื้นที่ และสินค้า’ เข้าด้วยกัน ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี
และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ และสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถปรับตัวและแข่งขันได้อย่างมั่นคง” นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าว

ด้าน นายกฤษ อุตตมะเวทิน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งพัฒนาระบบส่งเสริมการเกษตรให้ทันต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “DOAE 4 Value Chains for Food Security and Sustainability” เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต การพัฒนาสินค้า การตลาด และการสร้างมูลค่า โดยใช้แนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อให้การผลิตสอดคล้องกับตลาด ยกระดับสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมปรับระบบบริหารให้บูรณาการภารกิจมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อน และใช้ทรัพยากรของกรมทั้งงบประมาณ บุคลากร และองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยจัดกลุ่มภารกิจสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ แผนงานและระบบภารกิจ ตลาดและธุรกิจเกษตรกร การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน และการบริหารและสื่อสารนโยบาย รวมทั้งพัฒนากลไก “เสือส่งเสริม” (Special Unit of Agricultural Extension) เป็นหน่วยสนับสนุนภารกิจเชิงยุทธศาสตร์และภารกิจท้าทายของกรม
นอกจากนี้ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรตามความรู้ ความสามารถ และผลงาน สร้างเส้นทางความก้าวหน้าในสายงานอย่างเป็นธรรม พร้อมส่งเสริมโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางการตลาด
เช่น ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจการเกษตร ระบบตลาดค้าส่ง การจับคู่ธุรกิจ การแปรรูปและจำหน่ายสินค้าเกษตร ตลอดจนพัฒนากลไกการทำงานในภูมิภาคให้มีความคล่องตัว โดยคำนึงถึงบริบทของแต่ละพื้นที่ กลุ่มเกษตรกร และสินค้า
เป็นสำคัญ
“หัวใจของการปรับระบบครั้งนี้ คือ การทำให้งานส่งเสริมการเกษตรตอบโจทย์พื้นที่และเกษตรกรมากขึ้น การบูรณาการต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงการทำงานร่วมกันในเชิงโครงสร้าง โดยทุกภารกิจต้องมองเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมนำความรู้ ข้อมูล เทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาของเกษตรกร
มาเชื่อมโยงกัน เพื่อยกระดับการผลิตและสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนทางการเกษตรและอาหารในระยะยาว” นายกฤษ กล่าว
