สทนช.ยกระดับความร่วมมือประเทศลุ่มน้ำโขง

แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติที่มีความยาวประมาณ 4,880 กิโลเมตร ไหลผ่าน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เมียนมา สปป.ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำ ฝน การระบายน้ำจากเขื่อน หรือคุณภาพน้ำในประเทศหนึ่ง จึงอาจส่งผลต่อประเทศอื่นที่อยู่ท้ายน้ำได้ การบริหารจัดการแม่น้ำโขงจึงไม่สามารถดำเนินการโดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูล การประสานงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จึงให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่เป็นกลไกกลางของประเทศไทยในการเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำภายในประเทศเข้ากับความร่วมมือระดับลุ่มน้ำและระดับอนุภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับรู้สถานการณ์จากประเทศต้นน้ำได้รวดเร็ว ประเมินผลกระทบได้แม่นยำขึ้น และเตรียมการบริหารจัดการน้ำและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที

นายชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. ด้านบริหารจัดการน้ำระหว่างประเทศ กล่าวว่า การบริหารจัดการแม่น้ำโขงในปัจจุบันต้องมองเป็น “ระบบเดียวกันทั้งลุ่มน้ำ” เพราะสถานการณ์น้ำไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นเขตแดน ดังนั้น บทบาทสำคัญของ สทนช. คือการประสานข้อมูลและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านกลไกระหว่างประเทศต่าง ๆ แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับระบบติดตามและบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย
หนึ่งในกลไกสำคัญคือคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ Mekong River Commission (MRC) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของไทย สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ภายใต้ข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 เพื่อส่งเสริมและประสานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา การพยากรณ์และแจ้งเตือนอุทกภัย และการประสานงานเมื่อเกิดสถานการณ์น้ำหลาก

สำหรับประเทศไทย สทนช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ทำหน้าที่เชื่อมโยงกลไกระดับภูมิภาคดังกล่าวเข้ากับการบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRCS เฝ้าระวังสถานการณ์แม่น้ำโขงตลอด 24 ชั่วโมง นำข้อมูลจากประเทศสมาชิกมาวิเคราะห์ต่อยอด แปลและสื่อสารเป็นข้อมูลภาษาไทย รวมทั้งประสานการแจ้งเตือนเร่งด่วนในกรณีที่อาจมีผลกระทบข้ามพรมแดน
ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากสถานีอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาใน 5ประเทศ รวม 79 สถานี โดยข้อมูลระดับน้ำของแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขามีการอัปเดตแบบ Near Real-time ทุก 15 นาที ขณะเดียวกัน MRCS ยังจัดส่งข้อมูลคาดการณ์ฝน ระดับน้ำริมแม่น้ำโขงล่วงหน้า 5 วัน รวมถึงข้อมูลพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันให้แก่ สทนช. และประเทศสมาชิก เพื่อใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์และเตรียมมาตรการรับมือ
อีกส่วนหนึ่งที่ สทนช. ให้ความสำคัญคือการติดตามข้อมูลการระบายน้ำจากเขื่อนสำคัญในประเทศลุ่มน้ำโขง ปัจจุบันมีการติดตามข้อมูลเขื่อนสำคัญ 13 แห่งใน 4 ประเทศ ทั้งข้อมูลน้ำไหลเข้า น้ำระบายออก และปริมาณน้ำกักเก็บ รวมถึงมีกลุ่มประสานงานเร่งด่วนระหว่างผู้แทนประเทศสมาชิก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแจ้งเตือนกรณีการระบายน้ำฉุกเฉิน ช่วยให้ประเทศท้ายน้ำมีเวลาเตรียมพร้อมรับมือได้มากขึ้น
“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการรู้ว่าน้ำกำลังจะมา แต่ต้องรู้ให้เร็วพอที่จะบริหารจัดการได้ และต้องประสานกับประเทศเพื่อนบ้านได้เร็วพอที่จะลดผลกระทบต่อประชาชน นี่คือเหตุผลที่ สทนช. ให้ความสำคัญกับการยกระดับความร่วมมือด้านข้อมูลและการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน” นายชุมลาภ กล่าว
ในระยะต่อไป สทนช. จะร่วมผลักดันให้ความร่วมมือด้านแม่น้ำโขงก้าวจาก “การแลกเปลี่ยนข้อมูล” ไปสู่ “การประสานการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก” มากขึ้น ทั้งการเพิ่มจำนวนเขื่อนและประเภทข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยน การเพิ่มความถี่และพัฒนาระบบส่งข้อมูลอัตโนมัติ การแลกเปลี่ยนแผนการผลิตไฟฟ้าและแผนการระบายน้ำล่วงหน้า ตลอดจนการพัฒนากลไกแจ้งเหตุฉุกเฉินให้มีความรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น
ประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนคือ แนวคิดการระบายน้ำล่วงหน้า หรือ Pre-release ซึ่งใช้ข้อมูลพยากรณ์ฝนและปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมาประกอบการพิจารณาระบายน้ำบางส่วนล่วงหน้า เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ ลดระดับน้ำสูงสุด และลดความเสี่ยงจากอุทกภัยที่อาจส่งผลกระทบข้ามพรมแดน โดยจะต้องดำเนินการผ่านกลไกการประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศที่เหมาะสม
นอกเหนือจากปริมาณน้ำ สทนช. ยังใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะกรณีการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบลุ่มน้ำโขง โดยมีทั้งการดำเนินงานผ่าน MRC และการประสานกับเมียนมา รวมถึงการยกระดับประเด็นเข้าสู่กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง หรือ MLC
สทนช. ได้ผลักดันประเด็นคุณภาพน้ำเข้าสู่การประชุมระดับรัฐมนตรีของกรอบ MLC และมีการผลักดันให้ประเด็นคุณภาพน้ำได้รับการบรรจุไว้ในร่างถ้อยแถลงร่วมระดับผู้นำ ซึ่งสะท้อนการยกระดับประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยจากระดับพื้นที่ไปสู่การหารือในระดับอนุภูมิภาค
“การจัดการแม่น้ำโขงในอนาคตต้องเดินไปในทิศทางที่ทุกประเทศรับรู้ข้อมูลได้เร็วขึ้น ประสานงานได้เร็วขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปสู่การตัดสินใจได้เร็วขึ้น บทบาทของ สทนช. คือการเชื่อมความร่วมมือเหล่านี้กลับมาสู่การปฏิบัติในประเทศไทย เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสามารถลดความเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และวิถีชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายชุมลาภ กล่าวในตอนท้าย
การดำเนินงานดังกล่าว จึงสะท้อนบทบาทของ สทนช. ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการติดตามสถานการณ์น้ำภายในประเทศ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “จุดเชื่อมของประเทศไทยกับระบบการบริหารจัดการน้ำระดับภูมิภาค” เพื่อผลักดันให้ประเทศลุ่มน้ำโขงสามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกันบนพื้นฐานของข้อมูล การประสานงาน และผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน
