“Single Command” ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจยกระดับการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำแบบบูรณาการอย่างมีเอกภาพ

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่เพียงส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย และระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้สภาพอากาศมีความแปรปรวนและเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุรุนแรง ประเทศไทยเองต้องเผชิญกับความท้าทายจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะสภาวะเอลนีโญที่มีแนวโน้มส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2570 จึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับทั้งปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ ตลอดจนฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศอย่างใกล้ชิด โดยประเมินว่าในช่วงปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ประเทศไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก “สภาวะเอลนีโญ” ซึ่งส่งผลให้ระบบสภาพอากาศและวัฏจักรฝนเกิดความแปรปรวน หลายพื้นที่อาจเผชิญกับภาวะฝนน้อย อากาศร้อน และความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง

Screenshot

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569 เป็นช่วงที่ต้องติดตามสถานการณ์เอลนีโญอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนปี 2570 ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ฝนตกน้อย และบางพื้นที่มีความเสี่ยงประสบปัญหาภัยแล้ง อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมปริมาณฝนอาจต่ำกว่าค่าปกติ แต่ลักษณะการตกของฝนมีความแปรปรวนสูง โดยอาจเกิดฝนตกหนักในปริมาณมากภายในระยะเวลาสั้นและในพื้นที่จำกัด หรือที่เรียกว่า “Rain Bomb” ส่งผลให้บางพื้นที่ยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน จึงจำเป็นต้องติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดควบคู่กันไป

ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติด้านน้ำที่มีแนวโน้มรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ โครงสร้าง และขั้นตอนการปฏิบัติตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติด้านน้ำ หากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงถึงขั้นวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย ภัยแล้ง หรือวิกฤตจากสภาวะเอลนีโญ สทนช. จะทำหน้าที่บูรณาการและรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และกลั่นกรองสถานการณ์ ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อพิจารณาเสนอนายกรัฐมนตรีจัดตั้ง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์บัญชาการเดี่ยว (Single Command)” สำหรับบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในภาวะวิกฤตอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่ง กอนช. จะเป็นศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจในการบูรณาการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้อำนวยการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นรองผู้อำนวยการ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการ ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยมีรองเลขาธิการ สทนช. และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมเป็นกรรมการและเลขานุการ

“กอนช. จะทำหน้าที่บูรณาการหน่วยงานในการติดตามข้อมูลสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้ม ประเมินพื้นที่เสี่ยง และวางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยใช้ระดับความรุนแรงของสถานการณ์และผลกระทบต่อประชาชนเป็นหลัก พร้อมแจ้งเตือนสถานการณ์ความเสี่ยงไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.กลาง) และหน่วยงานปฏิบัติล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง รวมถึงอำนวยการ บูรณาการ ควบคุม กำกับ และสั่งการการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” รองเลขาธิการ สทนช. กล่าว

นอกจากนี้ กอนช. ยังมีหน้าที่เสนอแนวทาง มาตรการ แผนปฏิบัติการ และงบประมาณ เพื่อป้องกัน แก้ไข และบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย ภัยแล้ง และปัญหาคุณภาพน้ำ ให้สอดคล้องกับแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมและภาวะน้ำแล้ง รวมทั้งประสานการปฏิบัติงานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการทำงานของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) และเร่งบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในภาวะวิกฤตให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวย้ำว่า จากแนวโน้มสภาวะเอลนีโญที่อาจส่งผลตั้งแต่ช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ปัจจัยสำคัญคือการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำหลักให้มีประสิทธิภาพ โดยเร่งกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนให้ได้มากที่สุดภายใต้เกณฑ์บริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อสำรองน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังสิ้นสุดฤดูฝน ขณะเดียวกัน ยังต้องเตรียมรับมือกับความแปรปรวนของฝนที่อาจเกิดขึ้นนอกฤดูกาล เนื่องจากฝนที่ตกหนักเกินคาดในบางช่วงอาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง จึงจำเป็นต้องประเมินและวางแผนรับมือความเสี่ยงอย่างรอบด้านล่วงหน้า

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2569 รัฐบาลได้สั่งการให้ สทนช. ยกระดับการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชิงรุก แม้สถานการณ์ยังไม่ถึงระดับที่ต้องจัดตั้งศูนย์บัญชาการเดี่ยวเต็มรูปแบบ แต่จะนำแนวทาง Single Command มาใช้ในการบูรณาการสั่งการ เพื่อให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติงานไปในทิศทางเดียวกัน หนึ่งในกลไกสำคัญคือการแจ้งเตือนแนวโน้มสถานการณ์วิกฤตไปยังหน่วยงานปฏิบัติล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน จะประกาศแจ้งเตือนทันที พร้อมปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ แผนกักเก็บ และแผนระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการรองรับน้ำในฤดูฝนกับการกักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้หลังสิ้นสุดฤดูฝน พร้อมกันนี้ จะยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 รอบ คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็น ควบคู่กับการพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์ปริมาณฝน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ปริมาณน้ำท่าและชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัย

ส่วนพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ในช่วงฝนทิ้งช่วงฤดูฝน ปี 2569 โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งสำรวจและจัดหาแหล่งน้ำสำรอง ทั้งการฟื้นฟูบ่อบาดาลและแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภค พร้อมกำชับทุกหน่วยงานดำเนินการตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 อย่างเคร่งครัด และส่งต่อข้อมูลให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ในการแจ้งเตือนประชาชน รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรและเครื่องมือในพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนอย่างเป็นระบบ

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือ “การเตรียมความพร้อมของชุมชน” โดยจะส่งเสริมให้แต่ละชุมชนจัดอาสาสมัคร 4 ชุด ประกอบด้วย 1) ชุดเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์และจุดเสี่ยงในพื้นที่ 2) ชุดแจ้งเตือน ถ่ายทอดข้อมูลและแจ้งเตือนประชาชนเมื่อมีแนวโน้มเกิดภาวะวิกฤต 3) ชุดเคลื่อนย้าย ช่วยอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย และ 4) ชุดให้ความช่วยเหลือ ดูแลประชาชน ณ ศูนย์อพยพ ซึ่งกลไกดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถเตรียมพร้อมและรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหน่วยงานภาครัฐสนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้ เครื่องมือ และการปฏิบัติงานที่จำเป็น

การขับเคลื่อนกลไก Single Command จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศ จากการทำงานแบบแยกส่วนสู่การบูรณาการข้อมูล การวิเคราะห์ การแจ้งเตือน และการสั่งการภายใต้ทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับอุทกภัย ภัยแล้ง และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศได้อย่างรวดเร็ว มีเอกภาพ และลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด