กรมตรวจฯเร่งขับเคลื่อนครูบัญชีอาสา ชูทำบัญชีครัวเรือนปลดล็อคอาชีพเกษตรยั่งยืน

“รองอธิบดีพิศมัย”เร่งขับเคลื่อนครูบัญชีอาสา หัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ขณะ”สุริยา”เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาบัญชีฟาร์มปี 69 ชูบัญชีครัวเรือนใบเบิกทางสู่อาชีพเกษตรยั่งยืน

นางพิศมัย อรรถธรรมสุนทร รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวถึงครูบัญชีอาสาในรายการ”เกษตรกรวาไรตี้” ทางสถานีวิทยุม.ก. โดยระบุว่าครูบัญชีอาสา ถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน โดยปัจจุบันมีครูบัญชีอาสาทั่วประเทศประมาณ 6,000 กว่าคนในการช่วยเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมการทำบัญชีแก่เกษตรกรและเด็กในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนกว่า 400 แห่งทั่วประเทศที่อยู่ในความดูแลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

“โครงการครูบัญชีอาสา เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2545 ที่รัฐบาลมีนโยบายต้องการให้เกษตรกรจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรรม โดยกระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับจัดอบรมความรู้การทำบัญชีให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ
จึงได้เริ่มต้นพัฒนาครูบัญชีอาสาในการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีฟาร์มให้กับเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนการผลิตลงได้”นางพิศมัยเผย

รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยอมรับว่าบุคคลากรกรมตรวจฯเรามีจำกัดจึงได้พัฒนาให้มีคุณครูบัญชีอาสาขึ้นมา โดยเป็นนำนโยบายรัฐบาลแปลงไปสู่เพื่อนเกษตรกรด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรได้ดูเป็นตัวอย่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากคุณครูบัญชีอาสาเป็นเกษตรกรอยู่แล้วและได้มีการจัดทำบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เมื่อดูตัวอย่างการทำบัญชีของคุณครูแล้วเกษตรกรสามารถทำตามตัวอย่างได้ทันที

นางพิศมัยย้ำด้วยว่าการทำบัญชีรายรับรายจ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพนั้น มีความสำคัญอย่างมากเพราะว่าเกษตรกรสามารถรู้ได้ทันทีจากการจดบันทึกในบัญชีครัวเรือนว่าแต่ละวันมีรายรับรายจ่ายอะไรเกิดขึ้นบ้างสามารถนำมาคำนวนต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้น ส่วนใดที่ไม่จำเป็นก็สามารถลดค่าใช้จ่ายลง ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างลงตัว

“ถ้าเราทำบัญชีเราจะรู้ว่าค่าใช้จ่ายในบ้านที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้าง การลงทุนปลูกพืชแต่ละชนิดหรือเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดเป็นอย่างในแต่ละฤดูกาล มีการขายเป็นอย่างไร ราคาขึ้นลงแต่ละฤดูกาลแตกต่างกันอย่างไรก็จะถูกบันทึกไว้ในบัญชีครัวเรือน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้และพืชชนิดไหนควรปลูกต่อไปหรือไม่หรือจะต้องมีการปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อจะได้ลดคาใช้จ่ายลงอันนี้ช่วยได้มาก ที่สำคัญยังเป็นการน้อมนำเศรษฐฺกิจพอเพียงในหลวงรัชกาลที่9มาปรับใช้อีกด้วย”นางพิศมัยกล่าว

รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังกล่าวถึงหัวใจของเป็นครูบัญชีอาสาว่าต้องมีใจรักและอยากช่วยเพื่อนเกษตรกรด้วยกันเนื่องจากรัฐไม่มีสิ่งตอบแทนใด ๆ แต่รายชื่อจะถูกบันทึกไว้ในโครงการครูบัญชีอาสา โดยวันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันครูบัญชีอาสาเพื่อยกย่องเชิดชูเกียจที่ครูทุกคนมีจิตอาสาให้ความรู้เป็นวิทยาทานแก่เกษตรกรและนักเรียนเรียนเปรียบเสมือนแสงสว่างทางบัญชีไปสู่ชุมชนแล้วยังได้รับการคัดเลือกรางวัลเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์มระดับจังหวัด ระดับภาคและระดับประเทศด้วย ถือเป็นเกียติประวัติแก่ครอบครัวและวงศ์ตระกูลสืบไป
“ตอนนี้มีครูบัญชีอาสาที่อยู่ในทะเบียน ประมาณ 6,000 ท่าน ระดับจังหวัด 1,409 ท่าน และระดับเขต 189 ท่าน และได้รับรางวัลครูดีเด่นระดับประเทศตั้งปี 2548 จนปัจจุบันมีทั้ง 21 ท่าน ส่วนการคัดเลือเราก็จะคัดมา 77 ท่านจาก 77 จังหวัดมาสู่เขต กรมตรวจฯมี 10 เขตก็คัดมาเขตละท่าน จาก 10 เขตก็จะมีคณะกรรมการคัดเลือกให้เลือกเพียง 3 ท่าน โดยพิจารณาจากผลงานเชิงประจักษ์แล้วคัดเลือกมา 1 ท่านที่คู่ควรได้ดีเด่นระดับประเทศที่จะเข้ารางวัลจากในหลวง ปีนี้ได้คุณสุริยา ขันแก้ว” รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เผย

นางพิสมัยกล่าวถึงจุดเด่นของครูสุริยา ขันแก้ว เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาบัญชีฟาร์มประจำปี 2569 ว่ารู้จักใช้บัญชีเป็นเข็มทิศนำทางในการวางแผนการผลิต จนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน และสามารถเผยแพร่ความรู้ทางบัญชีแก่เพื่อนเกษตรกรจนเป็นที่ยอมรับในหมู่เกษตรกรด้วยกัน

ขณะที่ นายสุริยา ขันแก้ว เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาบัญชีฟาร์ม ประจำปี 2569 หลังได้ออกจากงานประจำก็กลับบ้านจ.แพร่มาทำอาชีพเกษตรผสมผสาน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่ก็ขาดทุนทุกปี จนได้มีการอบรมการทำบัญชีรายรับรายจ่ายครัวเรือนจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดแพร่ ทำให้ได้รู้สาเหตุของการขาดทุน ก่อนที่เข้าร่วมโครงการครูบัญชีอาสากับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในเวลาต่อมา

“เมื่อก่อมผมทำงานเป็นวิศวกรให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่กรุงเทพฯ เงินเดือน 6 หมื่นกว่าบาท ปี 60 บริษัทยุบ กลับมาอยู่บ้านไม่มีเงินเดือนเลย ที่บ้านพอมีที่มีทางก็ลองทำเกษตรดู ทำผิด ๆ ถูก ๆ มีเงินลงทุนอยู่แสนนึง ปลูกข้าวก็เจ๊ง ปลูกผักก็ขาดทุน มาเจอกับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดแพร่เชิญมาอบรมพบทางสว่างเลย จึงทำให้เรารู้สาเหตุการขาดทุน เพราะมีการลงบันทึกรายละเอียดทุกรายรับรายจ่าย“เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติคนเดิมระบุ

นายสุริยายอมรับว่า การทำบัญชีฟาร์มคือกุญแจสำคัญของพี่น้องเกษตรกรที่นำไปสู่ความสำเร็จในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เนื่องจากมีการจดบันทึกทุกรายละเอียดรายรับ รายจ่าย แล้วนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของการขาดทุน กำไร ทั้งยังสามรรถกำหนดทิศทางการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเราได้อีกด้วย

“ช่วงนี้ปุ๋ยก็แพง ยาก็แพง น้ำมันก็แพง ข้าวราคาถูก แต่บัญชีแก้ได้ ผมจะจดทุกครั้งค่าอะไรเท่าไหร่ วิเคราะห์ได้นา 1 ไร่ใช้ปุ๋ย 1 กระสอบ ๆ ละพันบาทตอนนี้ขึ้นมาเป็นพันห้าแล้ว เพราะฉะนั้นตัวไหนที่ผมจะลดต้นทุนได้ ผมก็จะลด เพราะการทำบัญชีฟาร์มมันสามารถมองออกว่าจะลดต้นทุนตัวไหนได้บ้าง”นายสุริยาให้มุมมองทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนเพื่อนเกษตรกร สมัครเข้าร่วมโครงการครูบัญชีอาสา สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ