กระทรวงเกษตรฯ ไฟเขียว 42 โครงการ เดินหน้าพัฒนาระบบน้ำและจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกว่า 5 แสนไร่ทั่วประเทศ

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและการจัดรูปที่ดิน ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมี นายกิตติพร ฉวีสุข ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณาแนวทางการจัดทำโครงการด้านการบริหารจัดการน้ำและการจัดรูปที่ดินสำหรับภาคเกษตรกรรม รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

      นายกฤษ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2558 ซึ่งระหว่างปี 2560 – 2567 ได้มีการดำเนินโครงการแล้วรวมทั้งสิ้น 306 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 1.9 ล้านไร่ แบ่งเป็นงานจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม จำนวน 279 โครงการ พื้นที่กว่า 1.7 ล้านไร่ และงานจัดรูปที่ดิน จำนวน 27 โครงการ พื้นที่ 178,312 ไร่

      รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการจัดทำโครงการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและโครงการจัดรูปที่ดิน ประจำปี 2569 จำนวน 42 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่พัฒนารวม 504,216 ไร่ แบ่งเป็นโครงการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ตามมาตรา 18 จำนวน 41 โครงการ พื้นที่ 456,728 ไร่ และโครงการจัดรูปที่ดิน ตามมาตรา 31 จำนวน 1 โครงการ พื้นที่ 47,488 ไร่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนการเพาะปลูก และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลางเพื่อทราบต่อไป

      ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน ได้ดำเนินการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านแนวเขตพื้นที่ ตำแหน่งและความเชื่อมโยงของแหล่งน้ำ ตลอดจนประเมินความเป็นไปได้ด้านวิศวกรรม ด้านสังคม และความคุ้มค่าของโครงการ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ พร้อมสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน

      นายกฤษ กล่าวย้ำในที่ประชุมว่า การพัฒนาโครงการด้านการจัดระบบน้ำและการจัดรูปที่ดิน จำเป็นต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคการเกษตร พร้อมขอให้คณะอนุกรรมการฯ ร่วมกันพิจารณาแผนงานอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงศักยภาพของพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตามแผนและเป้าหมายพื้นที่พัฒนา 500,000 ไร่ อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดต่อไป