ก.เกษตรฯ เคาะมาตรการช่วยเหลือเกษตรจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระยะเร่งด่วน  เตรียมเสนอ ศบก.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 เพื่อพิจารณาแนวทางและมาตรการบรรเทาผลกระทบ การปรับตัว และพลิกฟื้นจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางต่อภาคการเกษตรไทย โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ ว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลัน กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแนวทางการบรรเทาผลกระทบของเกษตรกรระยะสั้น โดยตั้งเป้าหมายเร่งลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และลดภาระเกษตรกรอย่างเร่งด่วน ครอบคลุมทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ผ่านกรอบการทำงาน 13มาตรการ 3 ระยะ ประกอบด้วย มาตรการระยะเร่งด่วน Target Mitigation 

1. มาตรการประสานและอำนวยความสะดวกการจัดหาปุ๋ยเคมี (Supply Management) โดยการเจรจาการค้าเพื่อนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ และการอำนวยความสะดวกการอนุมัติ อนุญาต โดยลดเวลา เพิ่มความหลากหลายของบรรจุภัณฑ์ และปุ๋ยชีวภาพทางเลือก เป็นต้น

2. มาตรการส่งเสริมการใช้ปุ๋ย 70:30 โดยใช้ปุ๋ยเคมีแม่นยำตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช ควบคู่ปุ๋ยชีวภาพทางเลือก (Demand Management) เช่น ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ย PGPR (Plant Growth Promoting Rhizobacteria) พัฒนาโดยกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วยแบคทีเรียดินที่มีชีวิต ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชโดยตรึงไนโตรเจน ละลายธาตุอาหารในดิน (P, K) และสร้างฮอร์โมนกระตุ้นราก)

3. มาตรการเสริมสภาพคล่องทางการเงินเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการนำเข้าปัจจัยการผลิต (ปุ๋ย) ร่วมกับกระทรวงการคลัง รวมทั้งกองทุนในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหรือกองทุน คชก. โดยมีเงื่อนไขตามที่กำหนด เช่น ขึ้นทะเบียนเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ผลการตรวจวิเคราะห์ดิน ตลอดจนการลดค่าบริการ ตรึงราคาค่าบริการของสถาบันเกษตรกรเพื่อสมาชิกเป็นต้น

4. มาตรการบริหารจัดการและกระจายน้ำมันดีเซล น้ำมัน B20 เพื่อเกษตรกรและปัจจัยการผลิต ผ่านระบบสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพลังงาน 

5. มาตรการลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น การออกหน่วยบริการ และให้บริการอนุมัติ อนุญาตออนไลน์ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขออนุมัติ อนุญาต เป็นต้น

6. มาตรการเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าเกษตร 

มาตรการระยะสั้น Transition to Resilience 

7. มาตรการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยชีวภาพ ตามคำแนะนำทางวิชาการที่มีความแม่นยำ มีการปรับสูตรให้เหมาะสมกับพืชและสภาพดิน รวมทั้งมีการออกผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพทางเลือกออกสู่ตลาด เช่น ผลิตปุ๋ยชุมชน ปุ๋ยPGPR ควบคู่การส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ในการส่งเสริมปลูกพืชบำรุงดิน และสารปรับสภาพดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสู่เกษตรกรอย่างแพร่หลาย 

8. มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีแม่นยำ เช่น Solar cell เป็นต้น โดยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก 

9. มาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรแบบมุ่งเป้า ตามเงื่อนไขที่กำหนด 

10. มาตรการอำนวยความสะดวกการส่งออก นำเข้าสินค้าและปัจจัยการผลิต โดยการเจรจาทางการค้า การลดอุปสรรคทางการค้า เช่น ภาษีโควต้านำเข้า รวมทั้ง สนับสนุนการเปิดตลาดและขยายตลาดกับประเทศคู่ค้าใหม่ๆ

มาตรการระยะกลาง Transformation 

11. การส่งเสริมงานวิจัยสารปรับสภาพดินและขับเคลื่อนเกษตรชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน Bio and Circular Economy 

12. ส่งเสริมการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 

13. การพัฒนากฎหมาย ระเบียบ มาตรฐานรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ Low Carbon Economy เป็นต้น

“สำหรับแนวทางการป้องกันและรับมือผลกระทบในภาคการเกษตรจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการทุกหน่วยงานในสังกัดขับเคลื่อนภารกิจภายใต้กรอบการทำงานทั้ง 13 มาตรการอย่างเต็มที่ ครอบคลุมทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งได้เตรียมเสนอแนวทางการหารือในวันนี้ต่อศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านปัจจัยการผลิตแบบมุ่งเป้า ให้เข้าถึงเกษตรกรโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง สำหรับประเด็นข้อกังวลเรื่องปุ๋ย ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมถึงในระยะยาวได้วางแผนปรับการใช้ปุ๋ยตามค่าดินที่เหมาะสม และเตรียมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือสารชีวภัณฑ์ทางเลือกอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานสู่เกาตรมูลค่าสูงที่พึ่งพิงการใช้พลังงานน้อยลง ควบคู่การรณรงค์ให้เกษตรกรใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่าเพื่อพัฒนาคุณภาพดินในระยะยาวอีกด้วย” ปลัดเกษตรฯ กล่าว