กรมประมงโชว์ผลสำเร็จ ยกระดับการเพาะพันธุ์ “ปลาน้ำเงิน” ด้วยเทคนิคใหม่ ที่ช่วยลดการสูญเสีย

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลาน้ำเงิน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phalacronotus apogon (Bleeker, 1851) จัดอยู่ในวงศ์ Siluridae สกุล Phalacronotus ลักษณะลำตัวยาว แบนข้าง ไม่มีครีบหลัง ไม่มีก้านครีบแข็ง 
และมีสีเงินแวววาว สามารถเจริญเติบโตได้ยาวถึงประมาณ 70 เซนติเมตร ในประเทศไทยนิยมเรียกปลากลุ่มนี้ว่า “ปลาเนื้ออ่อน”
พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน่าน แม่น้ำยม แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำโขง และบึงบอระเพ็ด เป็นต้น โดยปัจจุบันจัดเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมในการบริโภค เนื่องจากเนื้อที่มีคุณภาพ 
รสชาติดี และไม่มีก้างฝอย สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายรูปแบบ โดยมีราคาจำหน่ายประมาณ 300–600 บาท
ต่อกิโลกรัม อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดปลาสวยงาม ราคาจำหน่ายประมาณ 300–1,200 บาทต่อตัว และยังมีแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีการจับมาใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปริมาณปลาน้ำเงิน
ในธรรมชาติลดลงอย่างชัดเจน

กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด
ได้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด ในปีงบประมาณ 2569 ได้ประสบผลสำเร็จ
ในการพัฒนาเทคนิคที่ช่วยลดการสูญเสียพ่อพันธุ์ และลดการบอบช้ำของแม่พันธุ์จากการรีดไข่ ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการเพาะฟักและอนุบาลลูกปลาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการให้อาหารที่เหมาะสม ส่งผลให้ลูกปลายอมรับการเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปได้ดี มีสุขภาพแข็งแรง และมีอัตราการรอดสูง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเลี้ยง
และสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ด้าน นางสาวกฤษณา เตบสัน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท
ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเพาะพันธุ์ด้วยเทคนิคดังกล่าวเป็นการพัฒนามาจากวิธีการเดิมที่ต้องสูญเสียพ่อพันธุ์เพื่อเก็บถุงน้ำเชื้อ หรือสูญเสียพ่อพันธุ์จากความบอบช้ำจากการรีดน้ำเชื้อ และสูญเสียแม่พันธุ์ที่บอบช้ำจากการรีดไข่ แต่วิธีการเพาะพันธุ์ด้วยเทคนิคใหม่นี้ เป็นวิธีการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติหลังจากที่ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์เพื่อกระตุ้นและควบคุมกระบวนการพัฒนาของเซลล์สืบพันธุ์ จากนั้นจึงปล่อยให้พ่อแม่พันธุ์ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ โดยนำพ่อแม่พันธุ์ปล่อยลงในกระชังไนล่อน
ที่แขวนอยู่ภายในบ่อซีเมนต์ ควบคุมระดับน้ำลึกประมาณ 50 เซนติเมตร มีระบบน้ำไหลผ่านตลอดเวลาและติดตั้งเครื่อง
ให้อากาศพร้อมหัวทรายเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในกระชังประมาณ 8-12 ชั่วโมง 
พ่อแม่พันธุ์ปลาจะผสมพันธุ์และวางไข่ โดยไข่มีลักษณะจมและเกาะติดกับวัตถุ แล้วจึงนำพ่อแม่พันธุ์ออกจากกระชัง
และทำการเก็บรวบรวมไข่ที่ติดอยู่กับกระชัง โดยใช้วิธีกวักน้ำอย่างเบามือเพื่อให้ไข่หลุดออก จากนั้นนำไข่ไปโรยบนตะแกรงฟักไข่ที่เตรียมไว้ในบ่อซีเมนต์ขนาด 1.5 × 2.5 เมตร โดยค่อย ๆ โรยไข่ไม่ให้ไข่ติดกัน เพื่อป้องกันการเน่าเสีย 

-2-

และให้ไข่กระจายทั่วตะแกรง พร้อมติดตั้งเครื่องให้อากาศพร้อมหัวทรายเพื่อให้ออกซิเจนอย่างเบา ๆ รอบตะแกรง
ไข่ปลาน้ำเงินใช้ระยะเวลาประมาณ 22-24 ชั่วโมงในการฟักเป็นตัว ที่อุณหภูมิน้ำ 27–29 องศาเซลเซียส โดยแม่พันธุ์หนึ่งตัว 
จะให้จำนวนลูกปลาเฉลี่ยประมาณ 6,500 ตัว เมื่อลูกปลาฟักเป็นตัวและมีอายุได้ประมาณ 2 วัน ถุงไข่แดงเริ่มยุบ จึงเริ่มให้อาหารเป็นลูกไรแดง จนกระทั่งลูกปลามีอายุประมาณ 20 วัน เริ่มให้อาหารเป็นไรแดงตัวเต็มวัยร่วมกับอาหารสำเร็จรูป
ชนิดเกล็ดสำหรับปลาวัยอ่อนที่มีระดับโปรตีนไม่น้อยกว่า 52 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อลูกปลามีอายุ 50 วัน เริ่มเสริมด้วยอาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดลอยน้ำที่มีระดับโปรตีนไม่น้อยกว่า 42 เปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกปลามีอายุ 60 วันขึ้นไป ลูกปลาสามารถ
กินอาหารเม็ดสำเร็จรูปชนิดเม็ดลอยน้ำสำหรับปลากินเนื้อขนาดเล็กได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตราการรอดตายประมาณ
85 เปอร์เซ็นต์ โดยเทคนิคนี้ช่วยลดการสูญเสียพ่อแม่พันธุ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ 

              อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ปัจจุบันกรมประมงได้ขยายผลความสำเร็จการเพาะพันธุ์ “ปลาน้ำเงิน” 
สู่การเลี้ยงเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท ได้เริ่ม
นำลูกปลาน้ำเงิน ออกจำหน่ายเพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการแล้ว อีกทั้งยังได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และสนับสนุนลูกพันธุ์ปลาน้ำเงินให้แก่หน่วยงานภายในของกรมประมง อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพิษณุโลก รวมถึงสถาบันการศึกษา อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อนำไปต่อยอดด้านการศึกษาวิจัย ตลอดจนใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในอนาคต นอกจากนี้ ทางกรมฯ ยังได้มีแผนที่จะปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเพิ่มปริมาณและช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ อันจะนำไปสู่การสร้างความสมดุลของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และยกระดับมูลค่า
ทางเศรษฐกิจทั้งด้านการบริโภคและการเลี้ยงเป็นปลาสวยงามในระยะยาวต่อไป

สำหรับลูกพันธุ์ปลาน้ำเงินมีราคาจำหน่ายตามขนาดต่าง ๆ ดังนี้ 3-5 เซนติเมตร ราคา 20 บาท 5-7 เซนติเมตร 
ราคา 30 บาท และ 7-10 เซนติเมตร ราคา 50 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสอบถาม
รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท หรือทางโทรศัพท์
0 5640 5060 ในวันและเวลาราชการ