กยท.อัดงบ 200 ลบ. ผนึกกำลังขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมยาง

กยท. ผนึกกำลังนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และ ภาคเอกชน ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมยาง ตอบโจทย์ความต้องการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จัดสรรงบรองรับกว่า 200 ล้านบาท/ปี หวังพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก  เร่งส่งเสริมการใช้ยางพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง  บริหารจัดการโรคยาง  และการใช้น้ำหมักชีวภาพ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี โชว์นวัตกรรมการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรองรับEUDR พร้อมเดินหน้าถ่ายทอดเทคโนโลยีแผ่นยางกันน้ำลาย หุ่นจำลองทางการแพทย์  ยางรัดของ และถุงมือการเกษตร

​ นายโกศล  บุญคง  รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)   เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน ใน
การประชุมวิชาการและสัมมนาการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยียางพารา การยางแห่งประเทศ ไทย ปี 2569 เมื่อเร็วๆนี้ ว่า งานวิจัยและนวัตกรรม มีส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยางพาราของไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง กยท. ได้ให้ความสำคัญกำหนดเป็นนโยบายหลักที่จะขับเคลื่อนงานวิจัย นวัตกรรม รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ภาคการปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดย กยท. ได้จัดสรรงบประมาณรองรับไว้ถึงปีละ 200 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมงานวิจัยและนวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน กลางน้ำ ที่ต้องการพัฒนาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา ไปจนถึงปลายน้ำ คือ ที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมและตลาดยางพาราก้าวสู่ระดับสากล เพื่อผลักดันให้เป็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก  

​การประชุมในครั้งนี้มีทั้ง ผู้บริหาร นักวิจัย นักวิชาการของ กยท. และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง คณาจารย์จาก สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง ตลอดจนภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมมากกว่า 200 คน ในรูปแบบOnsite และ Online ถือเป็นเวทีสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม จากทั้งหน่วยงานภายในของ กยท. สถาบันการศึกษา และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้เหล่านั้นไปสู่ การใช้ประโยชน์จริงในภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรม  รวมทั้งยังจะทำให้ได้รับทราบปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไขในการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนความต้องการของของเกษตรกร ทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรมยางพาราของไทยให้สอดคล้องกับปริบททางเศรษฐกิจ สถานการณ์ยางพาราคาปัจจุบัน  และแนวโน้มในอนาคตด้วย

​รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ กยท. จะนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้จริงในปีจะแบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกัน ในระดับต้นน้ำ ได้แก่ พันธ์ุยางใหม่ 2 พันธุ์ คือ  พันธุ์สถาบันวิจัยยาง251 (RRIT 251)  เป็นพันธุ์ยางที่ต้านทานต่อโรคเส้นดำ ให้ผลผลิตสูง ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางเดิมให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 439  กิโลกรัมต่อไร่  แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางใหม่ให้จะผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 339  กิโลกรัมต่อไร่  และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3904 (RRIT 3904) เป็นพันธ์ุที่ต้านทานต่อโรคใบร่วงไฟทอฟธอรา ราแป้ง  เส้นดำ และราสีชมพู ให้ผลผลิตสูงเช่นกัน ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางเดิมให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 460  กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางใหม่ให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 389  กิโลกรัมต่อไร่ 

​นอกจากนี้ ในระดับต้นน้ำ ยังมีผลงานวิจัยและนวัตกรรม เกี่ยวกับการบริหารจัดการโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคใบจุดกลมในยางพารา  โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตยางเพิ่มขึ้น  และอีกผลงานในระดับต้นน้ำที่เป็นนโยบายของรัฐบาล คือ  การใช้ประโยชน์น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำและจากน้ำนมดิบ ซึ่ง กยท.จะยกระดับให้เป็น   ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ  โดยได้บูรณาการดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากกรมวิชาการเกษตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเพิ่มธาตุอาหารบางตัวให้เป็นไปตามที่คุณสมบัติปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งนำขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อจะได้ให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อได้ตามระเบียบพัสดุ  ซึ่งจะทำให้การใช้น้ำหมักชีวภาพทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีที่ีมีราคาแพงเห็นผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น  นอกจากนี้ยังจะมีการพัฒนาต่อยอดทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักชีวภาพชนิดเม็ด เพื่อนำไปใช้ในโครงการปลูกทดแทนอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน กยท.มีน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำประมาณ 3.5 ล้านลิตร และน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบประมาณ 1.12 ล้านลิตร 

​ส่วนในระดับกลางน้ำ มีผลงานวิจัยและนวัตกรรม การตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรองรับ EUDR (EU Deforestation Regulation) ที่กำหนดให้สินค้าละผลิตภัณฑ์ 7ชนิด(รวมยางพารา) ที่นำเข้าสหภาพยุโรป(EU) ต้องปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ว่าไม่ได้รุกพื้นที่ป่า และจะต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ดินถูกต้องอีกด้วย  ทั้งนี้คาดว่า สหภาพยุโรปจะนำมาบังคับใช้ในปลายปี 2569นี้ ซึ่งEUDR ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางพาราไทย และสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่มีความต้องการสินค้าที่ยั่งยืนและมูลค่าสูงขึ้นได้ เป็นการพลิกโฉมยางพาราไทยสู่การเป็นผู้นำตลาดยางโลก  เพราะขณะนี้มีเพียงประเทศไทยและแอฟริกาใต้ เท่านั้นที่มีความพร้อมรับมือกฎระเบียบ EUDR    ทั้งนี้ กยท. มีฐานข้อมูลดิจิทัลสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นยาง สวนยาง สหกรณ์ที่รับซื้อยาง และโรงงานแปรรูป ไปจนถึงการส่งออก โดยสามารถออกใบรับรองให้กับผู้ส่งออกยางได้ทันทีที่ EUDR มีผลบังคับใช้

​สำหรับงานวิจัยและนวัตกรรมระดับปลายน้ำ ซึ่งเป็นระดับที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยางทั้งระบบ และมีส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีรายได้จากยางพาราปีละ 500,000 ล้านบาทตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ปลายน้ำจะช่วยสร้างเพิ่มมูลค่าให้กับยางธรรมชาติ มากกว่า ผลิตภัณฑ์ในระดับต้นน้ำ และกลางน้ำ  ซึ่งกยท.มีผลงานวิจัยระดับปลายน้ำล่าสุดที่สามารถนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น แผ่นยางกันน้ำลาย (Rubber Dam) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อแยกฟันที่ต้องการรักษาออกจากบริเวณช่องปาก และป้องกันไม่ให้น้ำลายเข้าไปในพื้นที่ที่ทันตแพทย์กำลังทำงานอยู่  ช่วยลดอาการระคายเคือง  มีความยืดหยุ่นสูง และทนทานต่อการฉีกขาด  ไม่เป็นพิษต่อผู้ป่วย  หุ่นจำลองทางการแพทย์  ใช้เป็นอุปกรณ์ฝึกทักษะที่เสมือนจริง เพื่อใช้ฝึกหัดหัตถการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยา เย็บแผล เจาะเลือด และอื่นๆ ก่อนปฏิบัติจริงในผู้ป่วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและทักษะความชำนาญให้กับบุคลากรทางการแพทย์  รวมทั้งยังมีวิจัยยางรัดของ ถุงมือภาคการเกษตรจากน้ำยางข้น เป็นต้นอีกด้วย

​นอกจากนี้ กยท.ยังมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมมีความสำคัญต่อเกษตรกร คือ การให้บริการห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดิน ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ของศูนย์วิจัยยางบุรีรัมย์ ที่ได้พัฒนาห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดินจนได้รับมาตรฐานสากล โดยสามารถตรวจวิเคราะห์ความเป็นกรด-ด่าง  ความต้องการปูนของดิน การนำไฟฟ้า อินทรีย์วัตถุในดิน เนื้อดิน ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมในดิน  ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผลความแม่นยำสูง    ซึ่งเกษตรกรสามารถนำดิินมาตรวจสอบ เพื่อใช้ปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของดิน แก้ปัญหาดินเสื่อม  ลดต้นทุน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และเพิ่มผลผลิต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดค่าบริการ เพื่อเป็นช่องทางหารายได้ให้กับ กยท.อีกช่องทางหนึ่ง

​“เวทีการประชุมวิชาการและสัมมนาการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยียางพารา เป็นเวทีีที่รวบรวมนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ ตัวแทนภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการเกี่ยวข้องกับยางพารา สหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกรชาวสวนยาง มาร่วมประชุมบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้ได้งานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการยาง  ตลอดจนการทอดเทคโนโลยีให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด” รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท.กล่าวในตอนท้าย