การเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม เฝ้าระวัง “โรคเพบริน” ภัยร้ายทำลายวงจรชีวิตหนอนไหม พร้อมแนะแนวทางป้องกันอย่างเด็ดขาด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ออกประกาศเตือนภัยเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมทั่วประเทศ ให้เฝ้าระวังการระบาดของ “โรคเพบริน” โรคอันตรายร้ายแรงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงจรชีวิตของหนอนไหมและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกำชับให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด

นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า โรคเพบรินของหนอนไหมจัดเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถเข้าทำลายหนอนไหมได้ในทุกระยะของการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะไหมวัยอ่อนซึ่งมีความอ่อนไหวต่อเชื้อโรคสูงเป็นพิเศษ เมื่อเกิดการติดเชื้อ หนอนไหมมักไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิตได้ และมักสูญเสียชีวิตตั้งแต่ระยะต้น สำหรับไหมวัยแก่ แม้จะยังคงเจริญเติบโตได้ตามปกติ แต่อาการของโรคจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในรุ่นถัดไป ด้วยเหตุนี้ 
กรมหม่อนไหมจึงขอให้เกษตรกรหมั่นตรวจสอบลักษณะอาการของหนอนไหมภายในโรงเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างทันท่วงที และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตให้น้อยที่สุด

สำหรับสาเหตุและช่องทางการแพร่ระบาดนั้น โรคเพบรินมีสาเหตุมาจากเชื้อโปรโตซัว โดยสามารถแพร่กระจาย
สู่หนอนไหมได้ 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรก คือ การติดต่อทางปาก เกิดจากการที่หนอนไหมกินใบหม่อน อุปกรณ์การเลี้ยง หรือมูลไหมที่ปนเปื้อนสปอร์ของเชื้อโรค และช่องทางที่สอง คือ การติดต่อทางไข่ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเชื้อโดยตรงจากแม่ผีเสื้อที่ติดเชื้อไปยังลูกหลาน ส่งผลให้หนอนไหมที่ฟักออกมาได้รับเชื้อและแสดงอาการผิดปกติตั้งแต่วัยอ่อน ทั้งนี้ ไข่ไหมที่มีระดับการติดเชื้อสูงมักไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ หรือหากฟักออกมาได้ หนอนไหมก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต

ในส่วนของอาการที่ควรสังเกต เกษตรกรควรเฝ้าระวังความผิดปกติของหนอนไหมในแต่ละระยะ กล่าวคือ ในระยะหนอนไหมวัยอ่อนจะพบการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอภายในรุ่นเดียวกัน หนอนไหมเข้าระยะนอน (ลอกคราบ) ช้ากว่าปกติิใน
วัย 2 และวัย 3 หยุดกินอาหาร ลำตัวหดสั้นและแคระแกรน และเสียชีวิตในที่สุด ส่วนในระยะหนอนไหมวัยแก่อาจพบการลอกคราบที่ไม่สมบูรณ์ และในระยะผีเสื้อจะปรากฏอาการปีกหงิกงอ ปีกไม่แผ่ เกล็ดปีกหลุดร่วงง่าย วางไข่น้อยและกระจาย
ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงไข่ที่ได้มักไม่สามารถฟักเป็นตัวได้

กรมหม่อนไหมจึงขอแนะนำให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันและกำจัดโรคอย่างเคร่งครัด โดยให้เลือก
ใช้ไข่ไหมที่ผ่านการตรวจรับรองว่าปลอดโรคเพบรินจากแหล่งที่เชื่อถือได้และได้มาตรฐาน พร้อมทั้งทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรงเลี้ยงไหมพร้อมอุปกรณ์ทุกชิ้นทั้งก่อนและหลังการเลี้ยงในแต่ละรอบ โดยใช้สารที่กรมหม่อนไหมแนะนำอย่างถูกต้องและเหมาะสม ในโอกาสนี้ กรมหม่อนไหมขอเชิญชวนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงไหมทุกท่าน ร่วมมือร่วมใจกันปกป้องวงจรชีวิตหนอนไหม และช่วยกันรักษามาตรฐานการผลิตเส้นไหมไทยให้คงไว้ซึ่งความงดงามและความยั่งยืนสืบไป หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1 – 5 หรือ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ประจำจังหวัดทั้ง 25 แห่ง ทั่วประเทศ