กรมชลฯ เดินหน้าศึกษาโครงการผันน้ำ “คลองพระสะทึง – คลองสียัด” เสริมศักยภาพน้ำต้นทุน รองรับการเติบโตพื้นที่EEC ฉะเชิงเทรา อย่างยั่งยืน

ระหว่างวันที่ 24 – 25 ก.พ. 2569 กรมชลประทานโดย นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน ร่วมประชุมปัจฉิมนิเทศสรุปผลการศึกษา แนวทางการดำเนินงาน และกิจกรรมสื่อสัญจร “โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมการผันน้ำ อ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง – อ่างเก็บน้ำคลองสียัด และความเหมาะสมจัดหาน้ำต้นทุน เพื่อจัดหาน้ำเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา”

โดยจัดประชุม 2 เวที คือ เวทีที่ 1 ประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมการผันน้ำอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง – อ่างเก็บน้ำคลองสียัดฯ ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี นางศิริรัตน์ ภักดีศรี นายอำเภอท่าตะเกียบ เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองสียัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ร่วมประชุม จากนั้นร่วมกิจกรรมสื่อสัญจรไปยังพื้นที่โครงการ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด เพื่อรับฟังสรุปข้อมูลแผนงานที่เหมาะสมในการดำเนินโครงการผันน้ำฯ

เวทีที่ 2 จัดประชุมปัจฉิมนิเทศฯ ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว มีนายชาลี สุขสัมผัส นายอำเภอวังสมบูรณ์ เป็นประธานพร้อมด้วยผู้แทนโครงการอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ร่วมประชุม จากนั้นเยี่ยมชม อ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง พื้นที่ต้นน้ำของโครงการผันน้ำฯ
นายวีระยุทธ เขื่อนแก้ว ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองสียัด เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำคลองสียัดมีทำนบยาว 2,400 เมตร สูงประมาณ 27 เมตร ความจุเก็บกักสูงสุดประมาณ 420 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปกติจะมีปริมาณน้ำเฉลี่ย 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ฝายท่าลาดประมาณ 1.5 แสนไร่ ครอบคลุมพื้นที่โครงการ 5 หมื่นไร่ รวมถึงใช้ผลักดันน้ำเค็มและสนับสนุนการผลิตน้ำประปา เฉลี่ยปีละประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างฯ เหลือเพียงร้อยละ 10 หรือประมาณ 42 ล้านลูกบาศก์เมตร และหากลดลงอีกเพียง 10 ล้านลูกบาศก์เมตร จะเข้าสู่ระดับน้ำก้นอ่าง (Dead Storage) ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีจำกัด แต่ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น โครงการฯ จึงได้บริหารจัดการน้ำอย่างเข้มงวด โดยทำข้อตกลงร่วมกับกลุ่มเกษตรกรฝายท่าลาด ปรับลดปริมาณการส่งน้ำในรอบฤดูแล้ง จากเดิมที่ต้องใช้น้ำประมาณ 90 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือเพียง 70 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่อีก 10 ล้านลูกบาศก์เมตร กันไว้เพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ในพื้นที่อำเภอพนมสารคาม อำเภอสนามชัยเขต และอำเภอท่าตะเกียบบางส่วน รวมทั้งด้านการเกษตรกว่า 2 แสนไร่ ทำให้การบริหารจัดการน้ำปีนี้ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน

นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน)กรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการผันน้ำอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง–อ่างเก็บน้ำคลองสียัด เป็นหนึ่งในแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามกรอบแผนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน องค์ประกอบสำคัญของโครงการ คือ อ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอ่างเก็บน้ำคลองสียัด ในเขตจังหวัดสระแก้ว มีความจุประมาณ 65 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเฉลี่ยปีละ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้ช่วงฤดูฝนมีน้ำล้นระบาย

ลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอวังน้ำเย็น อำเภอเขาฉกรรจ์ และอำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว เกือบทุกปี ขณะที่อ่างเก็บน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา แม้จะมีความจุประมาณ 420 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีปริมาณน้ำไหลเข้าน้อยกว่าศักยภาพอ่างฯ ทำให้น้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่ท้ายน้ำ ครอบคลุมอำเภอท่าตะเกียบ พนมสารคาม แปลงยาว สนามชัยเขต รวมถึงอำเภอพานทองและพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ EEC กรมชลประทานจึงเกิดแนวคิดผันน้ำส่วนเกินจากลุ่มน้ำคลองพระสะทึง มาสู่อ่างเก็บน้ำคลองสียัด เพื่อลดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ท้ายน้ำคลองพระสะทึง โดยออกแบบเป็นอุโมงค์ผันน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 เมตร ความยาวประมาณ 26 กิโลเมตร ทั้งนี้ ในกระบวนการศึกษาได้พิจารณาครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และความคุ้มค่า เนื่องจากบางพื้นที่อ่อนไหวด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้และสัตว์ป่า ซึ่งหากโครงการดำเนินการตามผลการศึกษา จะสามารถผันน้ำได้ประมาณ 75 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อนำไปจัดสรรในพื้นที่ท้ายน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้พื้นที่กว่า 40,000 ไร่ มีความมั่นคงด้านน้ำเพิ่มมากขึ้น รองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกครอบคลุมจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ แนวอุโมงค์ผันน้ำจะวางอยู่ใต้ดินเป็นหลัก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการสูญเสียพื้นที่ป่า หรือแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดต่อทรัพยากรด้านอื่น รวมถึงไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูบน้ำเนื่องจากเป็นการผันน้ำโดยวิธีแรงโน้มถ่วง โดยจะเริ่มผันน้ำจากคลองชักน้ำ ทำหน้าที่รับน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง ส่งผ่านอุโมงค์ผันน้ำใต้ดินเชื่อมต่อพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ไปสิ้นสุดที่บ้านอ่างตะแบก จังหวัดฉะเชิงเทราโดยแนวเส้นทางได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ตลอดแนวโครงการ ซึ่งการผันน้ำจะดำเนินการเฉพาะในช่วงฤดูฝน กรณีที่มีปริมาณน้ำมากหรือน้ำหลาก และเกินความต้องการใช้น้ำด้านท้ายน้ำของอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง โดยมีระบบประตูระบายน้ำและประตูรับน้ำควบคุมภายใต้การพิจารณาของคณะทำงานบริหารจัดการน้ำ
