รองปลัดฯ กฤษ ซักซ้อมแนวทางแผนปฏิบัติงานแก้ปัญหาโครงการผันน้ำยวม–เขื่อนภูมิพล และฝายทดน้ำหนองขวัญ เดินหน้าตามกรอบกฎหมาย
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมซักซ้อมแนวทางและแผนปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการผันน้ำยวมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล และการแก้ไขปัญหาฝายทดน้ำหนองขวัญ จังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับกรมชลประทานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน และสำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบ Zoom Meeting ภายหลังการลงพื้นที่ร่วมกับนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 เพื่อรับฟังข้อเสนอของกลุ่มเกษตรกรลุ่มน้ำปิงตอนล่างที่ขอให้เร่งรัดการดำเนินงานทั้ง 2 ประเด็น ได้แก่ การผลักดันโครงการผันน้ำยวมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล และการแก้ไขปัญหาฝายทดน้ำคลองหนองขวัญที่ชำรุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งน้ำเพื่อการเกษตร
ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการผันน้ำยวมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งมีผู้ยื่นคัดค้านและฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือคำสั่งทางบริหารใดๆให้ระงับการดำเนินโครงการ ขณะที่กรมชลประทานได้เสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาตามลำดับขั้นตอนแล้ว เพื่อเดินหน้าการดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ประโยชน์สาธารณะ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งรับฟังรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาฝายทดน้ำคลองหนองขวัญ โดยกรมชลประทานได้แก้ไขเฉพาะหน้าด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อให้สามารถส่งน้ำได้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร ควบคู่กับการเร่งรัดการซ่อมแซมและการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำทดแทนเป็นการถาวร
รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นย้ำให้กรมชลประทานเร่งจัดทำข้อมูลชี้แจงประเด็นข้อร้องเรียนและข้อคัดค้าน ผ่านคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำระดับจังหวัด คณะกรรมการลุ่มน้ำปิง เสนอต่อสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมสรุปผลการดำเนินงานที่ได้ดำเนินการแล้ว เสนอผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะรัฐมนตรี โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานตามกรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล เพื่อไม่ให้รายงาน EIA หมดอายุ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐ พร้อมมอบหมายให้สำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง
