ผ่าแผนสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ EEC

สำนักงานทรัพยากรแห่งชาติ (สทนช.) ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดการณ์สภาพอากาศว่า ในปี 2569ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ประเทศไทยจะประสบกับสภาวะ “เอลนีโญ” และความเสี่ยงสูงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในรอบ 140 ปี
สภาวะเอลนีโญ (El Niño) คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนแถบเส้นศูนย์สูตรอุ่นขึ้นผิดปกติ และกระแสลมพัดเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้ระบบสภาพอากาศและวัฏจักรของฝนทั่วโลกเกิดความแปรปรวน โดยในหลายพื้นที่จะเผชิญกับภัยแล้งจัด คลื่นความร้อน และฝนตกน้อยกว่าปกติ

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่สภาวะเอลนีโญแล้ว และจะคงสภาวะเช่นนี้ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งนอกจากจะทำให้ฝนตกน้อยกว่าปกติแล้ว ปริมาณน้ำต้นทุนที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆ ทั่วประเทศจะลดลงด้วย แม้ปัจจุบันจะเข้าสู่ฤดูฝนที่มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ มีการประกาศเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มก็ตาม แต่ปริมาณฝนในภาพรวมกลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ และมีแนวโน้มจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 จึงมีความเสี่ยงสูงที่ประเทศไทยจะประสบภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงฤดูฝนปีนี้ และเสี่ยงขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2570

ดังนั้นเพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น สทนช. ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ในการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ จึงได้วางแผนรับมือสภาวะเอลนีโญดังกล่าว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง
สำหรับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำที่ใช้ในพื้นที่ EEC มีทั้งหมด 16 แห่ง โดยเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำบางพระ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำประแสร์ และมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 12 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำคลองระบม อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว อ่างเก็บน้ำหนองค้อ อ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลธร อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และ 5 อ่างเก็บน้ำเมืองพัทยา มีปริมาณน้ำรวมกันล่าสุด ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569 มีจำนวน 534 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็น 44% ของปริมาณการเก็บกัก คือ 1,462 ล้าน ลบ.ม.
ในช่วงฤดูฝนปีนี้ สทนช. ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 อย่างเคร่งครัด โดยในพื้นที่ EEC ได้มีการวางแผนการจัดสรรน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม–31 ตุลาคม 2569 จากปริมาณความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วนรวมทั้งหมด 1,058 ล้าน ลบ.ม. ดังนี้ ภาคเกษตรกรรม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 626,000 ไร่ ได้รับการจัดสรรน้ำมากที่สุด 526 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 50% ของปริมาณการจัดสรรน้ำทั้งหมด ภาคอุตสาหกรรม ได้รับการจัดสรรน้ำ 217 ล้าน ลบ.ม. ภาคการอุปโภคบริโภค สำหรับการผลิตน้ำประปาและการใช้ชีวิตของประชาชน รวมทั้งการท่องเที่ยวได้รับการจัดสรรน้ำ 169 ล้าน ลบ.ม. ภาคการรักษาระบบนิเวศและอื่นๆ ได้รับการจัดสรรน้ำ 33 ล้าน ลบ.ม. และส่วนสุดท้ายเป็นการสูญเสียจากการระเหย-รั่วซึม รวมถึงกรณีอื่นๆ อีก 111 ล้าน ลบ.ม.
“แม้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้ง 16 แห่งดังกล่าว ขณะนี้ยังมีปริมาณน้ำต้นทุนน้อยกว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำก็ตาม แต่ตลอดช่วงฤดูฝนนี้จะมีฝนตกลงมาเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีปริมาณน้ำเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรมอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า เพราะต้องสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งปีถัดไป เนื่องจากสภาวะเอลนีโญที่อาจเกิดขึ้น จะส่งผลให้ฝนตกต่ำค่ากว่าเฉลี่ย ซึ่งจะมีผลต่อปริมาณน้ำที่จะไหลลงอ่างเก็บน้ำน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นจะต้องวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อให้น้ำมีเพียงพอใช้ในทุกภาคส่วนตลอดทั้งปี” รองเลขาธิการ สทนช. กล่าว
ในปี 2570 คาดการณ์ว่าพื้นที่ EEC จะมีความต้องการใช้น้ำทั้งปีประมาณ 2,888 ล้าน ลบ.ม. สทนช. จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะเอลนีโญล่วงหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ในเบื้องต้นได้มอบหมายให้กรมชลประทานนำข้อมูลคาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้า 6 เดือน จากกรมอุตุนิยมวิทยา มาใช้ในการประเมินปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ และเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงให้มากที่สุด พร้อมทั้งได้วางแผนการใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกในการสูบผันน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC
โดยวางแผนจะการสูบผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสัก ผ่านทางคลองพระองค์ไชยานุชิตไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี จำนวน 70 ล้าน ลบ.ม. ควบคู่ไปกับการลงพื้นที่สร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะสูบผันน้ำจากคลองพานทอง และสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเติมน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระอีกเส้นทางหนึ่งด้วย ขณะเดียวกันก็จะทำการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ มายังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล รวมทั้งสูบผันน้ำจากคลองสะพานมายังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ตลอดจนสูบน้ำกลับจากวัดละหารไร่มาเก็บไว้ที่อ่่างเก็บน้ำหนองปลาไหล พร้อมทั้งได้วางแผนที่จะสูบน้ำจากพื้นที่มีน้ำป่าไหลหลากมากักเก็บไว้ในอ่่างเก็บน้ำในพื้นที่นั้นอีกด้วย เพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ EEC โดยต้องคำนึงไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ยังจะมีการสูบผันน้ำจากลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี โดยใช้อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง
เป็นศูนย์กลางในการรับน้ำจากลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี และผันน้ำส่วนเกินกระจายไปสำรองไว้ยังอ่างเก็บน้ำต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรี เพื่อกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง รองรับความต้องการใช้น้ำทุกภาคส่วน ทั้งการอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นการช่วยตัดยอดน้ำเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ด้านท้ายน้ำในช่วงฤดูฝน
รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวด้วยว่า การบริหารจัดการน้ำในฝั่งผู้ใช้น้ำเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่นำมาใช้ในสภาวะเอลนีโญเพื่อใช้น้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใช้น้ำหลักในพื้นที่ EEC จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภายในโรงงาน ปรับตัวสู่ “โรงงานอัจฉริยะ” (Smart Factory) ภายใต้หลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) กำหนดเป้าหมายให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต้องลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10-15 และต้องนำน้ำเสียกลับมาบำบัดหมุนเวียนใช้ใหม่ ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของปริมาณน้ำที่ใช้ ตลอดจนสนับสนุนการศึกษาพัฒนา รวมถึงปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบน้ำทางเลือก เช่น ระบบเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด (Desalination) เพื่อสร้างความมั่นคงในกระบวนการผลิตของตนเอง โดยไม่แย่งชิงน้ำกับภาคส่วนอื่น
ในส่วนของภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนแผนการใช้น้ำสูงที่สุดในพื้นที่ EEC จะต้องการปฏิบัติตามแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูก โดยขอความร่วมมือจากเกษตรกรในการวางแผนและควบคุมการเพาะปลูกพืชให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนจริง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งจัดทำแนวทางการแบ่งปันน้ำที่เป็นธรรมเพื่อป้องกันความขัดแย้งเรื่องน้ำระหว่างชุมชนและนิคมอุตสาหกรรม ในขณะที่ภาคประชาชนทั่วไปและเมืองท่องเที่ยว จะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำ โดยให้ผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยว กำหนดแนวทางในการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ประหยัด และตรวจสอบระบบท่อประปาภายในอาคารเพื่อลดการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ ตลอดจนช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำในท้องถิ่น ไม่ปล่อยน้ำเสีย หรือสิ่งปฏิกูลลงสู่คูคลอง เพื่อช่วยรักษาคุณภาพน้ำดิบให้เอื้อต่อการนำไปผลิตน้ำประปาอุปโภคบริโภคได้อย่างปลอดภัย
การสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่หลักอีกพื้นที่หนึี่งในขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะเผชิญกับสภาวะเอลนีโญหรือไม่ก็ตาม น้ำจะต้องมีความมั่นคง ซึ่ง สทนช. ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ดำเนินการพัฒนาและจัดหาน้ำให้กับเพียงพอกับความต้องการ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่คาดการณ์ว่าในปี2580 หรืออีกประมาณ 10 กว่าปีข้างหน้าความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC ทั้ง 3 จังหวัดดังกล่าวจะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 3,125 ล้าน ลบ.ม.
โดยได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC รวมทั้งสิ้น 39 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนอีก 909 ล้าน ลบ.ม. โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน สร้างความมั่นคงด้านน้ำ แบ่งเป็นโครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณแล้ว 23 โครงการ เพิ่มน้ำต้นทุนได้ 367 ล้าน ลบ.ม. โดยได้ดำเนินการเสร็จแล้ว 19 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในระบบได้ 258 ล้าน ลบ.ม. อยู่ระหว่างดำเนินการ 4 โครงการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้อีก 109 ล้าน ลบ.ม. และอีก 16 โครงการ อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนในระยะต่อไป เพื่อมุ่งเน้นในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้สูงถึง 542 ล้าน ลบ.ม.
มั่นใจได้ว่า EEC จะมีความมั่นคงด้านน้ำที่ยั่งยืน และผ่านสภาวะเอลนีโญที่เกิดขึ้นไปได้อย่างแน่นอน
