กรมส่งเสริมการเกษตร ย้ำชาวสวนรักษามาตรฐานทุเรียนคุณภาพคุมเข้มทั้งระบบ สร้างความเชื่อมั่นผลไม้ไทย กำหนดวันตัด “หมอนทอง”เริ่ม 20 เม.ย. 2569
กรมส่งเสริมการเกษตรติดตามสถานการณ์ทุเรียนภาคตะวันออก ฤดูกาลผลิตปี 2569 (มีนาคม–กรกฎาคม) คาดผลผลิตรวม 1,066,980 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.40 จากปี 2568 จากพื้นที่ปลูกใหม่ที่เริ่มให้ผลผลิตและสภาพอากาศเอื้ออำนวย
นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จังหวัดจันทบุรีมีผลผลิต 683,027 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.66 และจะออกสู่ตลาดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม โดยย้ำให้เกษตรกรเป็นกลไกหลักในการรักษามาตรฐานคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ กรมฯ กำหนดมาตรการควบคุมคุณภาพเข้มงวดตลอดห่วงโซ่ ภายใต้แนวทาง “ตรวจก่อนตัด จัดระเบียบสวน กระบวนการผลิตปลอดภัย”พร้อมกำหนด
วันเริ่มตัดทุเรียนพันธุ์หมอนทองและก้านยาว ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เพื่อป้องกันทุเรียนอ่อนและรักษามาตรฐานสินค้า โดยเกษตรกรต้องตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งก่อนเก็บเกี่ยว โดยพันธุ์หมอนทองและก้านยาวต้องไม่น้อยกว่า 32% และต้องมีใบรับรองกำกับการขนส่งไปยังล้งหรือโรงคัดบรรจุ ควบคู่กับการจัดการสวนตามหลัก GAP ควบคุมศัตรูพืช และใช้ปัจจัยการผลิตอย่างปลอดภัย พร้อมกันนี้ ได้พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ทุกขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับความเชื่อมั่นผลไม้ไทยในตลาดโลก
ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้ารับบริการ “ตรวจก่อนตัด” อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม
จนสิ้นสุดฤดูกาลผลิต ปี 2569 รวม 53 จุด ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี 35 จุด ตราด 10 จุด และระยอง 8 จุด โดยในช่วงวันหยุดสงกรานต์ยังคงมีเกษตรกรเข้ารับบริการต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้ใช้บริการสะสม 10,371 ราย ตรวจรวมกว่า 13,155 หน่วย พันธุ์ที่เข้าตรวจมากที่สุดคือ หมอนทอง 11,966 หน่วย รองลงมา ได้แก่ กระดุม 600 หน่วย และชะนี 287 หน่วย ทั้งนี้ หากผลตรวจไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำในการเว้นระยะ เพื่อให้ผลผลิตสะสมอาหารจนได้คุณภาพตามเกณฑ์
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่า “การที่เกษตรกรร่วมกันรักษามาตรฐานอย่างเคร่งครัด คือกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพทุเรียนไทย สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค และรักษาชื่อเสียงผลไม้ไทยในตลาดโลก”
กรมส่งเสริมการเกษตรเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือของเกษตรกรในการยึดมั่นมาตรฐานการผลิต จะช่วยยกระดับทุเรียนไทยให้เป็นสินค้าคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดส่งออก
