สทนช. – ก.พ.ร. ปรับใหญ่การขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี สู่เป้าหมาย

เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจึงได้จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ต่อมาได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกในปัจจุบัน และคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ปรับปรุงช่วงที่ 1 พ.ศ. 2566 – 2580) ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567 ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุลและมีพลวัต เพื่อความมั่นคงด้านน้ำในทุกมิติ” ซึ่งมีกรอบการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่
1. การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ได้ตั้งเป้าหมายการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน (เดิมและใหม่) จำนวน 32,701 แห่ง ครอบคลุม 7.2 ล้านครัวเรือน จัดหาแหล่งน้ำสำรอง 174.13 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มกำลังการผลิตประปาให้ได้ 2.88 ล้าน ลบ.ม./วัน
2. การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน 7,774 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 10.38 ล้านไร่ เพิ่มความจุแหล่งน้ำเดิม 57 ล้าน ลบ.ม. จัดรูปที่ดินในพื้นที่ชลประทานเดิม 3 ล้านไร่ และส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ 45,000 ไร่
3. การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ตั้งเป้าหมายที่จะปรับปรุงลำน้ำสายหลัก 1,978.14 กม. จัดทำระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง 380 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 779,985 ไร่ การจัดการพื้นที่น้ำท่วมเพื่อลดน้ำหลาก 1,704 ล้าน ลบ.ม. สนับสนุนการปรับตัวและเผชิญเหตุ 37 ลุ่มน้ำสาขา และปรับปรุงเขื่อนเพื่อรองรับสภาพภูมิอากาศ
4. การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ ตั้งเป้าหมายที่จะฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ 1.375 ล้านไร่ ลดการชะล้างพังทลายของดิน 2.65 ล้านไร่ พัฒนาระบบบาบัดน้ำเสีย (เดิม/ใหม่) 759 แห่ง นำน้ำที่บำบัดแล้วกลับไปใช้ใหม่ 150 ล้าน ลบ.ม./ปี อนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติ 47,255 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 1.8 ล้านไร่ และการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน
และ 5. การบริหารจัดการ ตั้งเป้าหมายในการจัดทำอนุบัญญัติให้ครบถ้วนทุกฉบับภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 จัดทำแผนทุกระดับให้แล้วเสร็จ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง 6,000 หมู่บ้าน จัดทำระบบพยากรณ์เตือนภัย และจัดทำผังน้ำให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำ
สทนช. ได้ขับเคลื่อน ติดตาม และประเมินผลการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามแผนการดำเนินการและเป้าหมายที่วางไว้ ปรากฎว่า มีทั้งแผนงานที่บรรลุเป้าหมาย ใกล้เคียงเป้าหมาย และต่ำกว่าเป้าหมาย

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า จากการติดตามความก้าวหน้าแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ปรับปรุงช่วงที่ 1 พ.ศ. 2566 – 2580) พบว่า หลายเป้าหมายสำคัญที่ดำเนินการในช่วงแรกตั้งแต่ปี 2566 – 2570 ยังดำเนินการต่ำกว่าแผน และบางด้านจำเป็นต้องเร่งดำเนินการมากกว่าที่กำหนดไว้เดิม เพื่อให้ทันต่อความเสี่ยงด้านน้ำที่รุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยแผนการพัฒนาและปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้าน ตั้งเป้าไว้ 3.98 ล้านครัวเรือน มีผลดำเนินการได้ 632,985 ครัวเรือน คิดเป็นความก้าวหน้าในการดำเนินการเพียง 15.90% แผนการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ตั้งเป้าหมายไว้ 425,000 ไร่ สามารถดำเนินการได้ 138,543 ไร่ คิดเป็นความก้าวหน้าในการดำเนินการ 30.60% และแผนการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียตั้งเป้าไว้ 38 แห่ง สามารถดำเนินการได้ 22 แห่ง คิดเป็นความก้าวหน้าในการดำเนินการ 57.98%
ส่วนการพัฒนาระบบกระจายน้ำ สามารถดำเนินการใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.72 ล้านไร่ สามารถทำได้ 2.02 ล้านไร่ คิดเป็นความก้าวหน้าในการดำเนินการ 74.26% เช่นเดียวกับแผนงานการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน จากเป้าหมาย 1,888 ล้าน ลบ.ม. สามารถทำได้ 1,307 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 70.43% ของเป้าหมาย ซึ่งยังต้องเร่งดำเนินการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์พื้นที่ขาดแคลนน้ำให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีแผนงานที่สามารถปฏิบัติงานได้เกินเป้าหมาย ได้แก่ การป้องกันพื้นที่น้ำท่วม มีผลการดำเนินการก้าวหน้า 270% โดยได้ตั้งเป้าหมายไว้ 720,000 ไร่ สามารถดำเนินการได้ถึง 1.95 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นแผนงาน/โครงการขนาดเล็ก ซึ่งแก้ปัญหาได้เฉพาะจุดเท่านั้น

“จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ปัจจุบัน จำเป็นต้องเร่งยกระดับระบบป้องกันน้ำท่วม การระบายน้ำ และการบริหารจัดการให้สามารถรับมือกับสภาพอากาศและความเสี่ยงในอนาคตได้จริง” เลขาธิการ สทนช. กล่าว
เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ หลายโครงการขาดความพร้อมและงบประมาณที่มีอย่างจำกัด ทำให้โครงการตามแผนไม่สามารถเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ดังนั้น ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 สทนช. จะปรับทิศทางเพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการกำหนดตัวชี้วัดเชิงบูรณาการด้านทรัพยากรน้ำ หรือ Joint KPI ให้เป็นตัวกำหนดทิศทางการจัดทำแผนงาน/โครงการเพื่อการขอรับงบประมาณของหน่วยงานสอดรับกับประเด็นที่ต้องเร่งขับเคลื่อนหรือ Pain Point ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้ง 5 ด้าน ของแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วย
1. ด้านการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค พัฒนาระบบประปาหมู่บ้านให้ได้มาตรฐานทั่วประเทศ จัดทำฐานข้อมูลระบบประปาทั่วประเทศเพื่อให้การติดตามและกำหนดพื้นที่ดำเนินการในแต่ละปีมีความครบถ้วน จัดหาแหล่งน้ำดิบสำรองเพื่อการผลิตประปา และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาและบำรุงรักษาระบบประปาหมู่บ้าน
2. ด้านการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ปรับปรุงโครงการเดิมที่มีอยู่ให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ต่างๆ กระจายครอบคลุมทั้งประเทศ การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นแล้งซ้ำซาก และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น EEC ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เป็นต้น
3. ด้านการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ปรับปรุงอ่างเก็บน้ำและทางระบายน้ำท่่ี่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับอุทกภัยที่รุนแรงขึ้น จัดทำระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบระบายน้ำในชุมชนเมืองสำคัญ เช่น จ.เชียงใหม่ บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร ชลบุรี ภูเก็ต สงขลา น่าน กรุงเทพและปริมณฑล เป็นต้น รวมทั้งการขุดลอก คูคลอง กำจัดวัชพืช แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทบทวนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลักดันแผนงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เร่งด่วน ขุดลอกคูคลองกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยมีพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก เป็นพื้นที่เป้าหมายที่ต้องเร่งรัดดำเนินการ
4. ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ เพิ่มโครงข่ายระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียให้ครอบคลุมพื้นที่ ผลักดันการจัดเก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสีย เพิ่มพื้นที่สีเขียวโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการปลูกป่า ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และประชาชน ป้องกันและลดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ต้นน้ำ/พื้นที่ลาดชัน และนำแนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions) มาใช้ในการฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยมีพื้นที่เป้าหมายที่ต้องเร่งรัดดำเนินการ ได้แก่ พื้นที่เสี่ยงชะล้างพังทลายของดิน ดินโคลนถล่ม และคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม
และ 5. ด้านการบริหารจัดการ พัฒนาระบบฐานข้อมูล Bigdata และ Platform กลางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จัดทำแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีความยืดหยุ่นทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว กำหนดมาตรฐานและติดตั้งสถานีตรวจวัดและโทรมาตรในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่เสี่ยงที่ยังไม่ครอบคลุม นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบูรณาการสนับสนุนการตัดสินใจและการแจ้งเตือนภัย วางแผน ติดตามประเมินผล บริหารจัดการน้ำ ผลักดันการบังคับใช้ผังน้ำในผังเมืองรวม ทบทวนกฎหมาย/ระเบียบด้านงบประมาณให้เหมาะสม และสร้างการรับรู้ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านทรัพยากรน้ำ
ทั้งนี้ สทนช. จะหารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อกำหนด Joint KPI ที่สะท้อนปัญหาสำคัญของประเทศอย่างแท้จริง และเชื่อมโยงกับการจัดทำงบประมาณ เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ ไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้กรอบแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือความพอประมาณ ความมีเหตุผล ความมีภูมิคุ้มกันที่ดี พร้อมทั้งขับเคลื่อนด้วยเงื่อนไขความรู้และคุณธรรม บนพื้นฐานคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยึดหลักการสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการพัฒนาแหล่งน้ำ รวมถึงการใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำ เพื่อตอบสนองปัญหาความต้องการในทุกด้านอย่างยั่งยืน

“สทนช. จะนำประเด็นที่ต้องเร่งขับเคลื่อนไปบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการข้อมูล แผนงาน และงบประมาณให้สอดคล้องกันในทุกระดับ ควบคู่กับการวิเคราะห์ช่องว่างด้านงบประมาณและการจัดหาแหล่งงบประมาณเพิ่มเติม ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการปรับแผนงานให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในพื้นที่ตามแผนแม่บทลุ่มน้ำ พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญของโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 และนโยบายรัฐบาล ตลอดจนส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระหน่วยงาน และประหยัดงบประมาณของประเทศในระยะยาวต่อไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าว
จากนี้ ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานด้านทรัพยากรน้ำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ บริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
