“ สุริยะ ”แจงจัดซื้ิอรถเกี่ยวข้าว Ev ช่วยชาวนาแค่เข้าใจผิด ที่แท้กรมข้าวเสนอ จัดซื้อรถแทรคเตอร์ EV

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจง ผ่านLive “กรรมกรข่าว คุยนอกจอถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวคิดการจัดซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตร ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ว่า โครงการดังกล่าวฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีจุดประสงค์ที่มุ่งเน้ตนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคเกษตรกรรม และช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรชาวนาอย่างยั่งยืน โดยประเด็นที่เกิดขึ้นเกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนโดยยืนยันว่า โครงการนี้ฯไม่ได้เป็นการจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวไฟฟ้าคันละ 16 ล้านบาทตามที่เป็นกระแสข่าว แต่เป็นการเสนอจัดซื้อรถแทรคเตอร์ EV สำหรับไถเตรียมดินเพาะปลูก ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณคันละ 1.6 ล้านบาท จำนวน 2,543 คัน พร้อมอุปกรณ์ติดพ่วง และกระจายไปยังศูนย์ข้าวชุมชนประมาณ 500 จุดทั่วประเทศ

ทั้งนี้รถแทรคเตอร์ EV จะทำหน้าที่เตรียมพื้นที่สำหรับปลูกข้าว ลดต้นทุนเกษตรกรที่ปกติ ชาวนาต้องรับภาระไร่ละ 1.2 พันบาท ซึ่งกรมการข้าวจะนำไปให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมพื้นที่ทำนาประมาณ 1.4 ล้านไร่ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าเช่าและค่าน้ำมันได้ถึง 1,680 ล้านบาทต่อปี และเมื่อเทียบกับงบลงทุน 8,000 ล้านบาทของรัฐบาล โครงการนี้จะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาเพียง 4.76 ปี หรือไม่ถึง 5 ปีเท่านั้น และเมื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว 14 ปี แม้การลงทุนเริ่มต้นในรถแทรคเตอร์ EV และระบบสถานีชาร์จจะสูงกว่ารถแทรคเตอร์ดีเซลประมาณ 6,600 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาตลอดอายุการใช้งาน 14 ปี รถแทรคเตอร์ดีเซลจะมีต้นทุนค่าน้ำมันสูงถึงประมาณ 12,000 ล้านบาท (12,218 ล้านบาท) ในขณะที่รถแทรคเตอร์ EV มีค่าไฟฟ้าในการชาร์จเพียงประมาณ 370 ถึง 374 ล้านบาทเท่านั้น ส่งผลให้โครงการ EV ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากกว่า 5,000 ถึง 10,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงของประเทศ อีกทั้งการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะช่ววสร้างรายได้ให้แก่ชาวนาจากการขายข้าวคาร์บอนต่ำ จากการเจรจากับผู้ซื้อข้าวในต่างประเทศที่มีนโยบายสนับสนุนการลดคาร์บอน ผู้ซื้อยินดีรับซื้อข้าวที่ผลิตจากโครงการนี้ในราคาที่สูงกว่าปกติเพิ่มอีก 500 บาทต่อตัน ด้วยปริมาณผลผลิตข้าวประมาณ 700,000 ตันต่อปี จะทำให้เกษตรกรและประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 350 ล้านบาท หรือรวมเป็นมูลค่าถึง 5,000 ล้านบาท

นายสุริยะ ย้ำด้วยว่าโครงการดังกล่าวฯ ยังอยู่เพียงขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรอง เพื่อตรวจสอบข้อมูลและหลักเกณฑ์การใช้เงินกู้ ซึ่งหากได้รับอนุมัติ จะถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานภาคการเกษตรของไทย ที่ช่วยทั้งการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสนับสนุนเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำในระดับสากล