“สอวช. กางแผน “Siam Silica Framework” ปั้นทัพกำลังคนเซมิคอนดักเตอร์ ดันสัดส่วนการส่งออกไทยสู่ 8% ของอาเซียน
ศ. ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึงการจัดทำ “Siam Silica Framework” ว่า
กรอบดังกล่าวมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไ
ทย หลังจาก สอวช. ศึกษาและวิเคราะห์โอกาสของประเทศในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่อง
พบว่าเซมิคอนดักเตอร์มีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
การจะพัฒนาทุกส่วนพร้อมกันจึงเป็นไปได้ยากและต้องใช้ต้นทุนสูง
ไทยจึงจำเป็นต้องเลือกจุดที่มีศักยภาพและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงสุด
ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีโอกาสเติบโตได้ ประกอบด้วย IC
Design, Sensor/Photonics Devices และ Power Devices ขณะที่ Advanced Packaging
เป็นอีกส่วนที่ไทยมีฐานความเข้มแข็งอยู่แล้ว ประกอบกับไทยมี Supply Chain ในอุตสาหกรรมปลายน้ำ
ทั้งการเป็นฐานประกอบชิ้นส่วนแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และการประกอบชิ้นส่วนเข้ากับแผงวงจรผ่านกระบวนการ
System Integration ที่แข็งแกร่ง จึงมีโอกาสต่อยอดจากฐานเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบในห่วงโซ่คุณค่าโลก
อาเซียนมีสัดส่วนต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลกประมาณ 20%
ขณะที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกเพียง 1.37% อีกทั้งไทยยังพึ่งพามูลค่าเพิ่มจากต่างประเทศค่อนข้างมาก
ดังนั้นหากต้องการยกระดับสถานะของไทยให้สูงขึ้น จำเป็นต้องเพิ่ม Value Added ในห่วงโซ่คุณค่า
โดยมีเป้าหมายผลักดันบทบาทของไทยในภูมิภาคไปสู่ระดับประมาณ 8%
“Siam Silica Framework เลือกกำลังคนเป็นประเด็นหลักในการพัฒนา
เนื่องจากปัญหาขาดแคลนบุคลากรเซมิคอนดักเตอร์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นปัญหาระดับโลก
และหนึ่งในคำถามของบริษัทเทคโนโลยีก่อนตัดสินใจลงทุนในแต่ละประเทศ คือมีบุคลากรเพียงพอหรือไม่
เพราะฉะนั้นจึงต้องเร่งพัฒนากำลังคนตลอด Supply Chain ก่อน ถ้าเรามีคน โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ก็จะตามมา
บริษัทก็จะตามมา และระบบนิเวศก็จะเกิดขึ้น” รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว
ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า สอวช. นำเป้าหมายการลงทุนของประเทศมาเชื่อมกับแผนกำลังคนในลักษณะ Mission-
oriented Target โดยหากประเทศไทยต้องการสร้างให้มีบริษัทด้าน IC Design หรือ Startup 8 แห่ง โรงงาน
Fabrication 1 แห่ง และ Advanced Packaging 2 แห่ง จากการวิเคราะห์พบว่าจะต้องเตรียมช่างเทคนิค
(Technician) ที่จบการศึกษาระดับ ปวส. หรืออนุปริญญา ประมาณ 1,330 คน กลุ่มแรงงานทักษะสูง (High-skilled
Workforce) ระดับปริญญาตรีประมาณ 553 คน นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง วิศวกรอาวุโส
(Researchers/Specialist/Senior Engineer) ประมาณ 950 คน รวมถึงอาจารย์และวิศวกรหลัก
(Mentor/Principal Engineer) อีกประมาณ 152 คน
เพื่อกระจายศักยภาพการผลิตบุคลากรให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในห่วงโซ่คุณค่า
โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายเฉพาะที่เชื่อมกับการเกิดและยกระดับธุรกิจตามแผน
และสามารถขยายเพิ่มได้ตามการลงทุนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ศ. ดร.สุรินทร์ ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์
เพราะมีฐานบุคลากรด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับในภูมิภาค
โดยปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาที่สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้ประมาณ
22,000 คนต่อปี และระดับปริญญาโท-เอกประมาณ 1,800 คนต่อปี
ขณะที่ความต้องการกำลังคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในภาพรวมอาจสูงถึงประมาณ 100,000
คน และบุคลากรด้านวิจัยและกำลังคนขั้นสูงอีกประมาณ 30,000 คนในช่วง 5 ปี
อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่คือไม่ใช่แค่เพียงการเพิ่มจำนวนคน
แต่ต้องปรับระบบการผลิตกำลังคนให้มีทักษะตรงกับเทคโนโลยีและตำแหน่งงานที่ประเทศต้องการ
เพราะที่ผ่านมาแม้มหาวิทยาลัยจะผลิตบัณฑิตและผู้เรียนสามารถมีงานทำ
แต่หน่วยผลิตกำลังคนอาจยังมองไม่เห็นความต้องการที่แท้จริงของอุตสาหกรรมในรายสาขาอย่างชัดเจนว่าอุตสาหกร
รมขาดคนตำแหน่งใด ต้องการทักษะอะไร และต้องการจำนวนเท่าใด
สอวช. จึงวางระบบเชื่อมความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการผลิตบัณฑิตของระบบอุดมศึกษา
พร้อมออกแบบ “หลักสูตรกลางด้านเซมิคอนดักเตอร์”
เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตกำลังคน
และสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ
โดยบางสาขาสามารถต่อยอดจากฐานเดิม เช่น Advanced Packaging และ IC Design ขณะที่เทคโนโลยีใหม่อย่าง
Photonics จำเป็นต้องออกแบบรายละเอียดทักษะและหลักสูตรเพิ่มเติมให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ “Photonics”
หรือเทคโนโลยีชิปแสง ซึ่งกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค AI
โดยไทยมีองค์ประกอบหลายส่วนของ Supply Chain อยู่แล้ว แต่ยังขาด Fabrication ในเทคโนโลยีบางประเภท
จึงเป็นโอกาสในการดึงการลงทุนเข้ามาเติมเต็มระบบนิเวศ
แทนการเข้าแข่งขันในทุกเทคโนโลยีกับประเทศที่มีความแข็งแกร่งอยู่ก่อนแล้ว
ศ. ดร.สุรินทร์ ระบุว่า ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การดึงผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาลงทุนมีความสำคัญ
เพราะเมื่อบริษัทหลักเข้ามา Supply Chain และธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะมีโอกาสเคลื่อนตามเข้ามา
เหมือนกรณีประเทศญี่ปุ่นที่ดึงการลงทุน Fabrication ของผู้ผลิตระดับโลกและนำไปสู่การขยายตัวของ Supply
Chain รอบพื้นที่ลงทุน อย่างไรก็ตาม โรงงาน Fabrication ต้องใช้เงินลงทุนระดับพันล้านดอลลาร์
การใช้มาตรการดึงดูดการลงทุนจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทยด้วย
“การขับเคลื่อน Siam Silica จะไม่หยุดอยู่เพียงการผลิตบัณฑิต
แต่จะต่อยอดจากกำลังคนไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาคน เช่น การจัดตั้ง National Training Center
ก่อนขยายไปสู่การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย กลไกสนับสนุนงานวิจัย
ขณะเดียวกันฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องทำงานควบคู่กันในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
(Foreign Direct Investment: FDI) สนับสนุน Startup และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่
เพื่อให้เกิดระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ครบวงจร” ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าว
สำหรับข้อเสนอกลไกการพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์ มีแนวทางดำเนินงานแบ่งเป็น
กลไกที่มีอยู่และสามารถใช้ต่อได้ กลไกเดิมที่ต้องขยายผล และกลไกใหม่ที่ต้องสร้างขึ้น
พร้อมกำหนดบทบาทของหน่วยงานด้านนโยบาย การศึกษา การวิจัย การให้ทุน Startup
และการส่งเสริมการลงทุนให้เดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน โดยหลังจาก สอวช.
ได้นำเสนอแผนการดำเนินการดังกล่าวต่อคณะกรรมการอำนวยการ สอวช. (กอวช.) แล้ว
จะมีการเชื่อมต่อไปยังกลไกนโยบายและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนากำลังคน การลงทุน
และการสร้างเศรษฐกิจใหม่เดินไปพร้อมกัน
ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นสำคัญไม่ใช่การรื้อทุกอย่างแล้วเริ่มใหม่
แต่คือการทำให้ทุกหน่วยงานมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน จากนั้นใช้กลไกที่มีอยู่เดินหน้า ขยายสิ่งที่ทำได้ดี
และสร้างกลไกใหม่เพื่อปิดช่องว่างที่ยังขาด โดย Siam Silica ผ่านการศึกษาและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเป้าหมายมีความชัดเจน จะทำให้มหาวิทยาลัยรู้ว่าควรปรับหลักสูตรและผลิตคนอย่างไร
นักวิจัยเห็นโจทย์ที่ประเทศต้องการ หน่วยงานให้ทุนสามารถกำหนดทิศทางการสนับสนุน
และภาคเอกชนเห็นความพร้อมในการลงทุน
“กรอบการพัฒนากำลังคนผ่าน Siam Silica ทำให้มองเห็นแสงสว่างในการก้าวต่อไป เรียกได้ว่าเป็น New Hope
ในการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเลยก็ว่าได้” ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย
