กยท. จับมือร่วมอีก 2 ประเทศ ขับเคลื่อนงานวิจัยยางต่อยอดสร้างนวัตกรรมใหม่ มุ่งเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

กยท.พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมงานวิจัยยาง มั่นใจจะช่วยสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้ ล่าสุดจับมือกับ 4 หน่วยงาน รวม 3 ประเทศ วิจัย “ระบบกรีดยางความถี่ต่ำ” ต่อยอดสู่วิทยาการและนวัตกรรมใหม่ๆ หวังขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ให้ความสำคัญกับงานวิจัย เพราะงานวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่วิทยาการและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนรับรู้ปัญหาและแนวทางการแก้ไข เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดนโยบายตลอดจนวางแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ กยท. ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวที่เกี่ยวข้องกับยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมปีละกว่า 60 ล้านบาท โดยมีการเปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัยเป็นประจำทุกปี รวมทั้งยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ทั้งในและนอกประเทศในการดำเนินงานศึกษาวิจัย โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่าน กยท.ได้ลงนามในหนังสือความร่วมมือ “การวิเคราะห์โครงสร้างและคุณสมบัติของยางจากระบบกรีดยางความถี่ต่ำ และปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับของเกษตรกร” กับ 4 หน่วยงาน จาก 3 ประเทศ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI) และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากประเทศไทย, Centre de coopération internationale en recherche agronomique pour le développement (CIRAD) จากประเทศฝรั่งเศส และ บริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ อินดัสตรีส์ จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างระบบกรีดยางความถี่ต่ำ กับโครงสร้างและสมบัติของยางธรรมชาติ รวมถึงศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร เป็นการตอบโจทย์การนำงานวิจัยจากหิ้งมาสู่ห้าง ด้วยเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ สนับสนุนการผลิตยางธรรมชาติอย่างยั่งยืน

รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า การร่วมมือครั้งนี้ จะแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วน คือ การศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและด้านสังคมที่ส่งผลต่อการยอมรับการใช้ระบบกรีดยางความถี่ต่ำของเกษตรกร ทั้งนี้ระบบการกรีดต่ำ หรือ Low-Frequency Tapping System (LFTS) นั้น เป็นระบบการกรีดยางที่ลดจำนวนครั้งในการกรีดต้นยางลง เมื่อเทียบกับระบบกรีดแบบปกติ เช่น ระบบปกติ กรีดทุก 2 วัน หรือทุกวัน ขณะที่ระบบกรีดความถี่ต่ำ กรีดทุก 3 วัน ทุก 4 วัน หรือทุก 6 วัน ร่วมกับการใช้สารกระตุ้นน้ำยาง เช่น เอทีฟอน เพื่อให้ต้นยางยังคงให้น้ำยางในปริมาณที่เหมาะ ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนวิถึชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางใหม่ จากที่เคยต้องตื่นกรีดยางตั้งแต่ ตี1-2 มาตื่นนอนตามปกติกรีดยางตอนกลางวัน และเว้นระยะเวลาในการกรีดมากขึ้น จะทำให้เกษตรกรได้พักผ่อนเหมือนอาชีพอื่นๆ ลดความเสี่ยงจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ เป็นต้น และยังทำให้สุขภาพดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยลดต้นทุนจากการจ้างแรงงานในการกรีดยางที่นับวันจะหายากขึ้น ในขณะที่ผลผลิตยางไม่ได้ลดลง ต้นยางยังคงให้น้ำยางในปริมาณที่เหมาะสม
สำหรับอีกส่วนจะเป็นการศึกษาโครงสร้าง คุณสมบัติทางชีวเคมี และคุณสมบัติทางกายภาพของยางธรรมชาติที่ได้จากระบบกรีดยางความถี่ต่ำ เพื่อนำไปพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มมูลค่าของยางธรรมชาติ ซึ่งบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ฯ ที่มีความชำนาญในยางล้อ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องคุณสมบัติ ความยืดยุ่น ความทนทาน ก็จะนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาศึกษาวิจัยร่วมกับสถานบันการศึกษา เช่น สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะนำความเชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและเทคโนโลยียางธรรมชาติมาศึกษาโครงสร้างและคุณสมบัติของยาง รวมทั้งวางแผนการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น พร้อมทั้งจะมีการเก็บข้อมูลน้ำ ดิน และคุณภาสิ่งแวดล้อม เมื่อนำระบบการกรีดความถี่ต่ำมาใช้ เพื่อเป็นข้อมูลนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับ กยท. จะเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการดำเนินงานภาคสนาม โดยจัดเตรียมพื้นที่วิจัย คัดเลือกเกษตรกร สนับสนุนบุคลากร ถ่ายทอดองค์ความรู้ และดำเนินการทดสอบคุณสมบัติของยาง รวมถึงเตรียมแปลงทดลองที่ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา เพื่อให้ผลการวิจัยสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคการผลิตของประเทศได้ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการจุดแข็งของหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยระดับนานาชาติ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราของไทย ทั้งด้านการวิจัย การผลิต และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
“องค์ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลของระบบกรีดยางความถี่ต่ำต่อคุณภาพและสมบัติของยางธรรมชาติ ที่สามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงพัฒนาแนวทางจัดการสวนยางที่ช่วยลดการพี่งพาแรงงาน ที่เป็นปัญหาสำคัญของภาคการผลิตในปัจจุบัน ตลอดจนพัฒนาการปลูกพืชที่เหมาะร่วมกับยาง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ในขณะเดียวกันผลผลิตยางไม่ลดลงด้วย รวมทั้งการสร้างความเข้าใจให้เกษตรกรยอมรับเทคโนโลยีใหม่ และสนับสนุนการผลิตยางธรรมชาติที่มีคุณภาพ ซึ่งช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติไทย พร้อมทั้งสร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน” นายโกศลกล่าวย้ำในตอนท้าย
