สทนช.ผนึกกำลังขับเคลื่อนแผนรับมือฝนและสภาวะเอลนีโญ

​สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ติดตามสภาวะเอลนีโญพบว่า จะคงสภาวะนี้ต่อไปจนถึงปี 2570
และจะเริ่มเปลี่ยนกลับสู่สภาวะปกติ และมีโอกาสเปลี่ยนเป็นสภาวะลานีญาในช่วงปลายปี 2570 ทั้งนี้นับตั้งแต่ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน ฝนได้ตกอย่างต่อเนื่องสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2569
พายุหมุนเขตร้อน จำนวน 2 ลูก คือ พายุไมสักและพายุบาหวี่ แม้ไม่ได้พัดเข้าประเทศไทยโดยตรง แต่ได้ดึงเอามรสุมตะวันตกเฉียงใต้ให้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าปกติร้อยละ 6
​อย่างไรก็ตามสภาวะเอลนีโญจะส่งผลให้ปริมาณฝนตกน้อยกว่าปกติหรือเกิดภาวะแห้งแล้ง ทั้งนี้สถานการณ์ฝนจะเริ่มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยในเดือนธันวาคม 2569 จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากที่สุดประมาณ 47% นอกจากนี้ในบางพื้นที่ยังเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงอีกด้วย
​นอกจากนี้โอกาสที่จะมีพายุรุนแรงเคลื่อนเข้าใกล้ประเทศไทยมีโอกาสค่อนข้างน้อย หากเป็นไปตามคาดการณ์ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะยังคงมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายน 2569


โดยจะมีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคใต้เท่านั้นที่ฝนยังอยู่ในเกณฑ์ดี ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรงสูงสุด อุณหภูมิจะสูงกว่าค่าปกติและจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนของปี 2570 สภาพเช่นนี้จะทำให้เกิดภาวะอากาศร้อนจัดและฝนตกน้อย บางพื้นที่อาจจะต้องประสบปัญหาภัยแล้ง
​อย่างไรก็ตามแม้การคาดการณ์ปริมาณฝนในปีนี้จะน้อยกว่าค่าปกติ แต่ลักษณะการตกของฝนจะตกลงมาอย่างหนัก และรุนแรงในปริมาณมหาศาลภายในระยะเวลาอันสั้น บริเวณพื้นที่แคบๆ หรือที่เรียกว่า Rain Bomb ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
​นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. (ด้านบริหารจัดการน้ำ) กล่าวว่า สทนช. ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีดังกล่าว โดยได้มีการยกระดับทั้งระบบพยากรณ์อากาศ
ที่ได้มีการพัฒนาให้สามารถเตือนภัยล่วงหน้าให้มีความรวดเร็วและมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ระบบเฝ้าระวัง ได้บูรณาการข้อมูลมีการเชื่อมโยงสถานีตรวจวัดน้ำฝน เรดาร์ตรวจอากาศ และสถานีโทรมาตรของหน่วยงานหลักมารวมไว้บนแพลตฟอร์มกลาง รวมทั้งยังได้พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า โดยได้ยกระดับการเตือนภัยสู่มาตรฐานสากล สามารถแจ้งเตือนไปยังสื่อหลัก สื่อออนไลน์ และเครือข่ายท้องถิ่น มีข้อความที่เป็นรูปแบบเดียวกัน เข้าใจง่าย ไม่สับสน สามารถส่งข้อความเตือนภัยไปยังมือถือทุกเครื่องที่อยู่ในพิกัดพื้นที่เสี่ยงภัยโดยตรงทันที ไม่ต้องรอดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน


​สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยในฤดูฝนปีนี้ ได้บูรณาการข้อมูลวางแผนรับมือฝนที่จะตกหนักตลอดทั้งฤดู โดยได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาตใต้ ได้จัดตั้งคณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จัดทำคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ในการบรรเทาอุทกภัยและตั้งศูนย์บัญชาการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย และคู่มือประชาชนเพื่อรับมืออุทกภัย โดยมีแผนงานโครงการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 745 โครงการ งบประมาณมากกว่า 56,700 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถป้องกันพื้นที่น้ำท่วมได้รวม 463,942 ไร่ ซึ่งมีทั้งโครงการในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
​พื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ประสานความร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ทำการศึกษาถอดบทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาแนวทางที่เรียกว่า “หาดใหญ่โมเดล” ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารจัดการอุทกภัยอย่างเป็นระบบและบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการพยากรณ์ การเตือนภัย การเผชิญเหตุ การฟื้นฟู และแผนงานด้านโครงสร้างพื้นฐานให้รับมือกับอุทกภัยในอนาคต โดยในระยะเร่งด่วน จะมีการจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย และการวางแผนอพยพ จัดทำคู่มือรับมืออุทกภัยทั้งฉบับหน่วยงานและฉบับประชาชน เพื่อให้การสั่งการและการอพยพมีมาตรฐานเดียวกัน จัดเตรียมศูนย์พักพิงขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งจัดเตรียมจุดจอดรถหนีน้ำ จัดเตรียมทรัพยากร เตรียมถุงยังชีพ กระสอบทราย เครื่องสูบน้ำตามจุดเสี่ยง และจัดเตรียมเรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ประจำจุดฉุกเฉิน จัดทำฐานข้อมูลและบัญชีกลุ่มเปราะบางเพื่อให้ความช่วยเหลือและอพยพเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ จัดการฝึกซ้อมอพยพและซ้อมแผนบนโต๊ะก่อนฤดูน้ำหลาก ร่วมกับหน่วยงานกู้ภัยและภาคประชาชน เพื่อทดสอบระบบแจ้งเตือนและเส้นทางอพยพ นอกจากนี้จะมีการขุดลอกคูคลอง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ส่วนในระยะยาวจะต้องวางแผนเตรียมความพร้อมการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง ในพื้นที่เพื่อตัดยอดน้ำ และการสร้างคลองผันน้ำเส้นใหม่เพื่อระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา ทั้งนี้ได้มีการกำหนดแผนงานไว้เป็น 4 ระยะคือ ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมทั้งสิ้น 210 โครงการ งบประมาณมากกว่่า 54,000 ล้านบาท
​พื้นที่จังหวัดน่าน ได้ยกระดับมาตรการรับมืออุทกภัยและดินโคลนถล่มประจำปี 2569 ครอบคลุม 100 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ 15 อำเภอ โดยได้ทำการขุดลอกคูคลองกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในแม่น้ำน่านและลำน้ำสาขาเพื่อเปิดทางระบายน้ำ ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของพนังกั้นน้ำและวางกระสอบทรายยักษ์ในพื้นที่เศรษฐกิจ เตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือตลอด 24 ชั่วโมง และจัดตั้งศูนย์วอร์รูมเฝ้าระวังจุดเสี่ยง ปรับปรุงแผนเผชิญเหตุฉบับปี 2569 พร้อมจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่และประชาชน
​นอกจากนี้ยังได้จัดตั้ง “คณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งและอุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดน่าน” เพื่อศึกษา วิเคราะห์ปัญหา สาเหตุของปัญหา และปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ ตลอดจนเสนอแนวทางป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐจากอุทกภัยในอนาคต จัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน และจัดทำข้อเสนอเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมจัดทำแผนงานเตรียมการรับมือฤดูแล้งในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
​พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดทำแผนที่คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมของจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 39 แห่ง ได้มีการจัดเตรียมความพร้อมของเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และตรวจสอบอาคารก่อนน้ำมา เพื่อให้พร้อมใช้งานทุกอย่าง ทำการขุดลอกแม่น้ำคูคลอง กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ มีการจัดตั้งศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ในขณะที่กรมชลประทานได้ทำการทบทวนปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลและเขื่อนแม่กวงอุดมธารา พร้อมตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของตัวเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งสองแห่ง เพื่อให้รองรับปริมาณน้ำและการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนได้เต็มประสิทธิภาพ
​นอกจากนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมของระบบแจ้งเตือนภัยและบำรุงรักษาสถานี (Early Warning System : EWS) ให้พร้อมใช้งาน โดยจะแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ผ่านทุกช่องทาง ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ผ่านแอปพลิเคชัน “Thai Disaster Alert” ช่องทาง Social Media แจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนด้วยระบบ Cell Broadcast รวมทั้งจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการดูแลระบบเตือนภัย เก็บข้อมูล เฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล CBDRM และที่สำคัญจะมีการจัดทำมาตรการลดผลกระทบจากข่าวปลอม (Fake News)
โดยการเผยแพร่ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่ผ่านการตรวจสอบแล้วผ่านช่องทางเดียวกัน คือ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ร่วม (JIC)
​รองเลขาธิการ สทนช. (ด้านบริหารจัดการน้ำ) กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงปลายปีนี้ สภาวะเอลนีโญจะทวีความรุนแรงสูงสุด อุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนในปี 2570 สทนช. ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือ โดยได้ปรับเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยในช่วงปลายฤดูฝนจะต้องกักเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด
​ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางรวม 496 แห่งทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 42,655 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุเก็บกัก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา น้อยกว่า 2,334 ล้าน ลบ.ม. และเมื่อนำข้อมูลจากการคาดการณ์ปริมาณฝน ไปวิเคราะห์ปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง หลังสิ้นสุดฤดูฝน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 คาดว่า จะมีปริมาณน้ำต้นทุนรวมทั้งประเทศ 56,750 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 80 ของปริมาณการกักเก็บ ซึ่งน้อยกว่าปีที่ผ่านมา 6,173 ล้าน ลบ.ม.
​โดยจะมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำกักเก็บน้ำต่ำสุด (Lower Rule Curve) จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองสียัดและอ่างเก็บน้ำน้ำพุง ซึ่งจะประสานไปยังกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อให้ปฏิบัติการทำฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ดังกล่าว
​“แม้ปริมาณน้ำต้นทุนในฤดูแล้งปี 2569/70 จะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังมีมากกว่าปี 2562/63 ที่ประเทศไทยประสบสภาวะเอลนีโญ และจากการติดตามสภาวะเอลนีโญที่เกิดขึ้นล่าสุดคาดว่าจะสิ้นสุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2570
จากนั้นฝนก็จะตกเป็นปกติ และจะมีพายุหมุนเขตร้อนที่พาดผ่านหรือมีอิทธิพลต่อประเทศไทยประมาณ 1-2 ลูก อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาท สทนช. ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์เอลนีโญอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต้องบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในความดูแล ให้ปริมาณน้ำอยู่ในเส้นเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำสูงสุด (Upper Rule Curve) พร้อมทั้งได้บูรณาวางแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2569/70 ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยจะบริหารจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและแผนเพาะปลูก โดยให้ความสําคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลําดับแรก ควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศ การสนับสนุนภาคเกษตรตามแผน และการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับทั้งสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคการผลิตให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีตั้งศูนย์บัญชาการบริหารจัดการน้ำ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล สั่งการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัย และวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” รองเลขาธิการ สทนช. (ด้านบริหารจัดการน้ำ) กล่าว
​การบูรณาการเตรียมความพร้อมรับมือฝนและสภาวะเอลนีโญของ สทนช. ในครั้งนี้ … น่าจะการันตีได้ว่า
ประเทศไทยจะผ่านพ้นวิกฤตน้ำได้อย่างแน่นอน


​สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยในฤดูฝนปีนี้ ได้บูรณาการข้อมูลวางแผนรับมือฝนที่จะตกหนักตลอดทั้งฤดู โดยได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาตใต้ ได้จัดตั้งคณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จัดทำคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ในการบรรเทาอุทกภัยและตั้งศูนย์บัญชาการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย และคู่มือประชาชนเพื่อรับมืออุทกภัย โดยมีแผนงานโครงการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 745 โครงการ งบประมาณมากกว่า 56,700 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถป้องกันพื้นที่น้ำท่วมได้รวม 463,942 ไร่ ซึ่งมีทั้งโครงการในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
​พื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ประสานความร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ทำการศึกษาถอดบทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาแนวทางที่เรียกว่า “หาดใหญ่โมเดล” ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารจัดการอุทกภัยอย่างเป็นระบบและบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการพยากรณ์ การเตือนภัย การเผชิญเหตุ การฟื้นฟู และแผนงานด้านโครงสร้างพื้นฐานให้รับมือกับอุทกภัยในอนาคต โดยในระยะเร่งด่วน จะมีการจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย และการวางแผนอพยพ จัดทำคู่มือรับมืออุทกภัยทั้งฉบับหน่วยงานและฉบับประชาชน เพื่อให้การสั่งการและการอพยพมีมาตรฐานเดียวกัน จัดเตรียมศูนย์พักพิงขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งจัดเตรียมจุดจอดรถหนีน้ำ จัดเตรียมทรัพยากร เตรียมถุงยังชีพ กระสอบทราย เครื่องสูบน้ำตามจุดเสี่ยง และจัดเตรียมเรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ประจำจุดฉุกเฉิน จัดทำฐานข้อมูลและบัญชีกลุ่มเปราะบางเพื่อให้ความช่วยเหลือและอพยพเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ จัดการฝึกซ้อมอพยพและซ้อมแผนบนโต๊ะก่อนฤดูน้ำหลาก ร่วมกับหน่วยงานกู้ภัยและภาคประชาชน เพื่อทดสอบระบบแจ้งเตือนและเส้นทางอพยพ นอกจากนี้จะมีการขุดลอกคูคลอง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ส่วนในระยะยาวจะต้องวางแผนเตรียมความพร้อมการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง ในพื้นที่เพื่อตัดยอดน้ำ และการสร้างคลองผันน้ำเส้นใหม่เพื่อระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา ทั้งนี้ได้มีการกำหนดแผนงานไว้เป็น 4 ระยะคือ ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมทั้งสิ้น 210 โครงการ งบประมาณมากกว่่า 54,000 ล้านบาท
​พื้นที่จังหวัดน่าน ได้ยกระดับมาตรการรับมืออุทกภัยและดินโคลนถล่มประจำปี 2569 ครอบคลุม 100 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ 15 อำเภอ โดยได้ทำการขุดลอกคูคลองกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในแม่น้ำน่านและลำน้ำสาขาเพื่อเปิดทางระบายน้ำ ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของพนังกั้นน้ำและวางกระสอบทรายยักษ์ในพื้นที่เศรษฐกิจ เตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือตลอด 24 ชั่วโมง และจัดตั้งศูนย์วอร์รูมเฝ้าระวังจุดเสี่ยง ปรับปรุงแผนเผชิญเหตุฉบับปี 2569 พร้อมจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่และประชาชน
​นอกจากนี้ยังได้จัดตั้ง “คณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งและอุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดน่าน” เพื่อศึกษา วิเคราะห์ปัญหา สาเหตุของปัญหา และปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ ตลอดจนเสนอแนวทางป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐจากอุทกภัยในอนาคต จัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน และจัดทำข้อเสนอเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมจัดทำแผนงานเตรียมการรับมือฤดูแล้งในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
​พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดทำแผนที่คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมของจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 39 แห่ง ได้มีการจัดเตรียมความพร้อมของเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และตรวจสอบอาคารก่อนน้ำมา เพื่อให้พร้อมใช้งานทุกอย่าง ทำการขุดลอกแม่น้ำคูคลอง กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ มีการจัดตั้งศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ในขณะที่กรมชลประทานได้ทำการทบทวนปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลและเขื่อนแม่กวงอุดมธารา พร้อมตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของตัวเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งสองแห่ง เพื่อให้รองรับปริมาณน้ำและการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนได้เต็มประสิทธิภาพ
​นอกจากนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมของระบบแจ้งเตือนภัยและบำรุงรักษาสถานี (Early Warning System : EWS) ให้พร้อมใช้งาน โดยจะแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ผ่านทุกช่องทาง ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ผ่านแอปพลิเคชัน “Thai Disaster Alert” ช่องทาง Social Media แจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนด้วยระบบ Cell Broadcast รวมทั้งจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการดูแลระบบเตือนภัย เก็บข้อมูล เฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล CBDRM และที่สำคัญจะมีการจัดทำมาตรการลดผลกระทบจากข่าวปลอม (Fake News)
โดยการเผยแพร่ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่ผ่านการตรวจสอบแล้วผ่านช่องทางเดียวกัน คือ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ร่วม (JIC)
​รองเลขาธิการ สทนช. (ด้านบริหารจัดการน้ำ) กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงปลายปีนี้ สภาวะเอลนีโญจะทวีความรุนแรงสูงสุด อุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนในปี 2570 สทนช. ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือ โดยได้ปรับเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยในช่วงปลายฤดูฝนจะต้องกักเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด
​ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางรวม 496 แห่งทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 42,655 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุเก็บกัก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา น้อยกว่า 2,334 ล้าน ลบ.ม. และเมื่อนำข้อมูลจากการคาดการณ์ปริมาณฝน ไปวิเคราะห์ปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง หลังสิ้นสุดฤดูฝน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 คาดว่า จะมีปริมาณน้ำต้นทุนรวมทั้งประเทศ 56,750 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 80 ของปริมาณการกักเก็บ ซึ่งน้อยกว่าปีที่ผ่านมา 6,173 ล้าน ลบ.ม.
​โดยจะมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำกักเก็บน้ำต่ำสุด (Lower Rule Curve) จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองสียัดและอ่างเก็บน้ำน้ำพุง ซึ่งจะประสานไปยังกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อให้ปฏิบัติการทำฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ดังกล่าว
​“แม้ปริมาณน้ำต้นทุนในฤดูแล้งปี 2569/70 จะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังมีมากกว่าปี 2562/63 ที่ประเทศไทยประสบสภาวะเอลนีโญ และจากการติดตามสภาวะเอลนีโญที่เกิดขึ้นล่าสุดคาดว่าจะสิ้นสุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2570
จากนั้นฝนก็จะตกเป็นปกติ และจะมีพายุหมุนเขตร้อนที่พาดผ่านหรือมีอิทธิพลต่อประเทศไทยประมาณ 1-2 ลูก อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาท สทนช. ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์เอลนีโญอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต้องบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในความดูแล ให้ปริมาณน้ำอยู่ในเส้นเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำสูงสุด (Upper Rule Curve) พร้อมทั้งได้บูรณาวางแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2569/70 ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยจะบริหารจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและแผนเพาะปลูก โดยให้ความสําคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลําดับแรก ควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศ การสนับสนุนภาคเกษตรตามแผน และการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับทั้งสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคการผลิตให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีตั้งศูนย์บัญชาการบริหารจัดการน้ำ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล สั่งการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัย และวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” รองเลขาธิการ สทนช. (ด้านบริหารจัดการน้ำ) กล่าว
​การบูรณาการเตรียมความพร้อมรับมือฝนและสภาวะเอลนีโญของ สทนช. ในครั้งนี้ … น่าจะการันตีได้ว่า
ประเทศไทยจะผ่านพ้นวิกฤตน้ำได้อย่างแน่นอน