กพส.มอบทุนการศึกษาส่งลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมเรียนต่อปริญญาตรี สานต่ออาชีพพระราชทาน”เลี้ยงโคนม”

อาชีพพระราชทานการเลี้ยงโคนมยังไม่สิ้นหวัง เมื่อกรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับ 6 สถาบันการศึกษา สนองพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งมีพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า
“ต้องปลูกฝังลูกหลานสมาชิกให้รักอาชีพการเลี้ยงโคนม มีผู้สืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนมและมีการอบรมส่งเสริมให้ความรู้ในการเลี้ยงโคนม”

ถือเป็นการสืบสานอาชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรให้คงอยู่ต่อไป ด้วยการมอบทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาสัตวแพทย์ สัตวบาลหรือสาขาที่เกี่ยวข้องแก่บุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์เลี้ยงโคนม หวังสานต่ออาชีพพระราชทานจากรุ่นสู่รุ่น
โดยโครงการนี้ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้งบประมาณจากดอกผลของกองทุนพัฒนาสหกรณ์(กพส.)ไปแล้วจำนวน 8,739,860 บาท มีลูกหลานเกษตรกรได้รับทุนการศึกษารวม 68 คน ณ วันนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาแล้ว 10 คน มีทั้งกลับมาเป็นเจ้าหน้าที่สหกรณ์โคนม ทำงานบริษัทเอกชนและสานต่อธุรกิจฟาร์มโคนมของครอบครัว

นางสาวทิวารัตน์ ภูผาเงิน หรือจูน เติบโตในครอบครัวเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สมาชิกสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร 1ในผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขาสัตวบาล คณะเทคโนโลยีสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เมื่อ 4 ปีก่อน กว่า 4 ปีในรั้วมหาลัยไม่ง่ายแม้จะเรียนหนักทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติแต่ไม่ยากสำหรับเธอที่เติบโตมากับฟาร์มโคนม และตั้งใจไว้ว่าหลังจบออกมาจะเข้าไปช่วยกิจการของสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด เป็นการตอบแทนในฐานะหน่วยงานที่ส่งเข้าประกวดในการรับทุนการศึกษาครั้งนี้และเป็นไปตามที่เธอวาดหวัง หลังจบออกมา เกรดเฉลี่ย 3.06 ก็สมัครเข้าทำงานกับสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัดทันทีในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ควบคุมน้ำนม

“หนูจบเมื่อปีที่แล้วตอนนี้อยู่ระหว่างรอการรับปริญญา พอจบปุ๊บก็มาสมัครทำงานกับสหกรณ์ฯทันที ช่วงนี้อยู่ระหว่างทดลองงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ควบคุมน้ำนมได้ค่าจ้างเป็นรายวัน ๆ ละ 432 บาท หลังทดลองงาน 7 เดือนก็จะบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่สหกรณ์จึงจะได้รับเป็นเงินเดือน”นางสาวทิวารัตน์ เผย
อย่างไรก็ตามเธอยังย้ำว่าในส่วนของทุนที่ได้รับนั้นไม่มีข้อผูกมัดแต่อย่างใดเพียงแค่ให้ร่วมมือในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดขึ้นหากเขาขอความร่วมมือมา

เช่นเดียวกับ นางสาวศรีสุขพร อ่างทอง นักศึกษาที่ได้รับทุนจากเมืองหมอแคน โดยสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด ส่งเข้าประกวด ปัจจุบันทำงานกับบริษัทเอกชน เป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์ คลินิกหมา-แมว โรงพยาบาลสัตว์ในจ.ขอนแก่น แต่ยังใช้เวลาว่างวันหยุดช่วยพ่อ-แม่เลี้ยงโคนม โดยใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาปรับสูตรอาหารโคนมเพื่อลดต้นทุนการผลิต

“ที่บ้านตอนนี้มีโค 48 ตัว ที่รีดนมได้ 19 ตัว ราคาน้ำนมดิบส่งสหกรณ์วันนี้ ถ้าเป็นนมเกรดเออยู่ใน 22 บาท/กิโล ทั่วไปก็ 21 บาท ถือว่าราคาเกษตรกรอยู่ได้ ส่วนกำไรมากน้อยอยู่ที่ต้นอาหาร ช่วงนี้อาหารโคค่อนข้างแพง จึงพยายามปรับสูตรอาหารเพื่อจะได้ลดต้นทุนลงค่ะ” นางสาวศรีสุขพร เผย
ขณะที่ นายนัฐวุฒิ ใจเอื้อย เกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกรเลี้ยงโคนมในอ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ภายใต้ชื่อ”ณัฐกรฟาร์ม”และได้รับทุนเรียนต่อในระดับปริญญาจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ผ่านทางสหกรณ์โคนม นครปฐม จำกัด โดยเรียนในสาขาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน หลังเรียนจบก็ได้กลับมาช่วยครอบครัวดูฟาร์มมาตั้งแต่ปี 2567

ปัจจุบันณัฐกรฟาร์ม มีโคนมอยู่ในการดูแลจำนวน 30 ตัว รีดน้ำนมดิบเฉลี่ยวันละ 50 กิโลกรัม ส่งให้กับสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด สนนราคา 21-22 บาท/กิโลกรัม “จบมาก็ไปทำงานโรงงานอยู่พักนึง พอดีน้องสอบได้ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สาขาสัตวบาล ไม่มีใครช่วยแม่ทำฟาร์ม เราก็เลยกลับมาช่วยแม่ ดูแลทุกอย่างในฟาร์ม โดยเฉพาะอาหารเป็นต้นทุนที่สูงมาก จึงเช่าพื้นที่ปลูกหญ้าเองแทนการซื้อก็จะช่วยลดต้นทุนได้ส่วนหนึ่ง”นายนัฐวุฒิ กล่าว พร้อมกล่าวขอบคุณกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่มอบทุนการศึกษาให้ด้วย โดยขอเป็นส่วนเล็ก ๆ ในการสานต่ออาชีพเลี้ยงโคนมต่อไป

นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จของลูกหลานเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมด้วยอานิสงส์ของทุนการศึกษาที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับสถาบันการศึกษาเพื่อสานต่อการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานไปสู่ความยั่งยืน
สำหรับบุตร-หลานเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสนใจทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขาสัตวแพทย์สัตวบาล หรือสาขาที่เกี่ยวข้องสามารถสอบถามรายละเอียดที่สหกรณ์โคนมใกล้บ้านท่าน หรือที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนม จากรุ่นสู่รุ่น ตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้อาชีพการเลี้ยงโคนมยังคงอยู่คู่กับคนไทยตลอดไป

