กยท.ตอบโจทย์แก้ปัญหาปุ๋ยเคมีแพง 

กยท.มีน้ำหมักชีวภาพรวมกว่า 4.62 ล้านลิตร แบ่งเป็นน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ 1.12 ล้านลิตร และน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ 3.5 ล้านลิตร ซึ่งเกิดจาก ดำเนินการของ กยทภายใต้นโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด และการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามลำดับ โดยใช้งบประมาณรวมกันมากกว่า 125 ล้านบาท  ขณะนี้ กยท.ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการระบายน้ำหมักชีวภาพทั้ง ชนิดออกสู่ตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านการผลิต ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีซึ่งราคาแพง ” นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าว

สำหรับที่มาของการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนม หรือ น้ำหมักอะมิโนน้ำนม สืบเนื่องมาจากความตกลงการค้าเสรี (FTA : Free Trade Agreement) ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์  ซึ่งได้ลดภาษีนำเข้านมผงเหลือ 0%  เมื่อปี2568 ที่ผ่านมานั้น  ทำให้มีการนำนมผงที่มีราคาถูกเข้ามาจำนวนมาก  ส่งผลกระทบทำให้น้ำนมดิบของไทยไม่สามารถขายได้จนล้นตลาดเพราะมีราคาแพงกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ให้ กยท.เข้าไปช่วยเหลือ ลดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม  ด้วยการรับซื้อน้ำนมดิมเพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ รวม 2 เฟส จำนวน 716,180 กิโลกรัม  สามารถนำไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบได้กว่า 1.14 ล้านลิตร โดยใช้งบจากหน่วยธุรกิจ (BU) ของ กยท. ประมาณ 75 ล้านบาท เช่นเดียวกับเมื่อปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงปี 2568 ที่เกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีนโยบายเร่งด่วนให้ กยท.ดำเนินโครงการรับซื้อปลาหมอคงดำเพื่อนำมาผลิตน้ำหมักชีวภาพรวมทั้งหมด 2 เฟส สามารถซื้อปลาหมอคางดำรวมกันได้ประมาณ 1.2 ล้านกิโลกรัม ใช้งบประมาณไป 50 ล้านบาท โดยน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตได้ ส่วนหนึ่งได้นำไปจัดสรรให้สมาชิกกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่อยู่ในโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ และจำหน่ายทั่วไป

รักษาการแทนผู้ว่าการ กยทกล่าวว่า สำหรับน้ำหมักชีวภาพทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวดำเนินการผลิตภายใต้สูตรของกรมพัฒนาที่ดินที่ได้มาตรฐาน มีธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ที่ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งน้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางน้ำนั้น กยท.  มีผลการทดลองจากการนำไปใช้ในสวนยางอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้นำไปจัดสรรให้สมาชิกกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่อยู่ในโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่รวม 14,552 ราย ๆ ละ 40 ลิตร รวมทั้งสิ้น 353 แปลง ตลอดจนใช้ในสวนยางเกษตรกรอื่นๆ ผลปรากฎว่า  สวนยางพาราที่ใช้ น้ำหมักปลาหมอคางน้ำ เปลือกต้นยางอ่อนนุ่มลง ทำให้กรีดง่าย  ได้ปริมาณน้ำยางเพิ่มขึ้นมากกว่าสวนยางทั่วไป รวมทั้งยังช่วยปรับสภาพดิน และลดการใช้ปุ๋ยเคมีรักษาสิ่งแวด้อม นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ได้ในพืชทุกประเภท ทั้ง ผัก ข้าว ปาล์ม มะพร้าว จนถึงไม้ผล เพื่อปรับปรุงดิน เพิ่มธาตุอาหาร โดยเฉพาะการบำรุงต้น เพราะมีธาตุไนโตรเจน (N) ที่สูงมาก เนื่องจากทำมาจากเนื้อปลาหมอทั้งตัว  โดยในสวนยางพาราจะใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ ในอัตราส่วนอัตราส่วน 1 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร ส่วนพืชผักจะใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ อัตราส่วน 1 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร  

​ส่วนน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ  ประกอบด้วยทั้งธาตุอาหารหลัก  ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการ เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ช่วยเสริมสร้างเซลล์พืช ลดปัญหาใบอ่อนปิดงอหรือยอดแห้ง  นอกจากนี้ ยังมีกรดอะมิโนและโปรตีนที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช ทำให้ใบเขียวสด   ส่งเสริมการแตกแตกยอดดี ช่วยให้รากแข็งแรง ดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น อีกทั้งยังมีจุลินทรีย์ที่ช่วยปรับปรุงความสมดุลในดิน เพิ่มอินทรียวัตถุ บำรุงดิน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี กระตุ้นการย่อยสลายสารอินทรีย์ ช่วยลดกลิ่นเหม็นและยับยั้งเชื้อโรคบางชนิด  ส่วนกรดแลคติกที่เกิดจากการหมักนั้นยังช่วยยับยั้งเชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นโทษในดินได้อย่างมีประ สิทธิภาพ ส่งผลให้พืชมีผลผลิตเพิ่มขึ้น และเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องจะทำให้ต้นพืชเแข็งแรงทนทานต่อโรคมากขึ้น ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการทดลองใช้น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบในแปลงทดสอบแล้วให้ผลอย่างน่าพอใจ พบว่า ต้นยางมีความแข็งแรง เปลือกนิ่ม หน้ายางไม่แห้ง กรีดยางได้ง่าย ได้ปริมาณน้ำยางเพิ่มขึ้น  โดยใช้น้ำหมักชีวภาพน้ำนมดิบผสมกับน้ำ สำหรับสวนยางใช้ในอัตราส่วนน้ำหมักชีวภาพน้ำนม 1 ลิตรต่อน้ำ 500 ลิตร เช่นเดียวกับไม้ผล ข้าว  พืชไร่ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น  ส่วนพืชผัก จะใช้ในอัตรส่วน น้ำหมักชีวภาพน้ำนม 1 ลิตรต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นหรือปล่อยตามระบบน้ำ 

​ส่วนการขยายผลทดลองใช้จริงในสวนยางพาราของเกษตรกรนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดย กยท. มีเป้าหมายที่จะนำไปทดลองใช้ในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งติดตามผลที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้นำไปทดลองใช้ในสวนยางเกษตรในพื้นที่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นการทำสวนยางแบบผสมผสาน ที่มีการปลูกพืชแซมหลากหลายชนิดในสวนยาง  เมื่อได้ผลสรุปที่ชัดเจนแล้ว กยท. จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้มีการใช้น้ำหมักชีวภาพเพิ่มขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ฟื้นฟูดินให้กลับคืนสภาพเดิมที่มีความอุดมบูรณ์อย่างยั่งยืน

นายปัญญา สำลี เกษตรกรชาวสวนยาง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเจ้าของสวนยางที่ กยทใช้เป็นสวนยางทดลองการใช้น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ เปิดเผยว่า  ปัจจุบันตนมีสวนยาง เนื้อที่ 11 ไร่  ปลูกยางร่วมกับพืชชนิดอื่นๆ หลากหลายชนิด เช่น  ทุเรียน  ลองกอง ชมพู่ เงาะ ชะมวง  ผักกูด พริก เป็นต้น นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา เลี้ยงผึ้งอีกด้วย  การทดลองใช้น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบในครั้งนี้ จะทดลองใช้ทั้งยาง และพืชอื่นๆที่ปลูกทั้งหมด  โดยได้ดำเนินการฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบตามที่ กยท.แนะนำทั้งหมด รวมทั้งสวนยางที่ปลูกใหม่อีก 8 ไร่ ก็จะนำน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบไปใช้ทดลองด้วยเช่นกัน

นายโกศล กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโลกให้ความสำคัญในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืนปลอดสารพิษ ซึ่งสอดคล้องกับการนำน้ำหมักชีวภาพนำมาใช้ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะน้ำหมักชีวภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังช่วยปรับโครงสร้างดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ  อย่างไรก็ตาม การที่จะนำน้ำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นจะต้องดำเนินการพัฒนาต่อยอดยกระดับให้เป็น “ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ”  ซึ่ง กยท. ได้บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเร่งขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำโดยกรมวิชาการเกษตร  ซึ่งน้ำหมักชีวภาพทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวจาการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีธาตุอาหารต่างๆ เกือบครบสมบูรณ์ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นธาตุอาหารรอง  ธาตุอาหารเสริม(จุลธาตุ) ความเป็นกรดเป็นด่าง(pH)  กรดฮิวมิก ฮอร์โมนหรือสารเร่งการเจริญเติบโต  จะเหลือเฉพาะธาตุอาหารหลักคือ ไนโตรเจน(N) ฟอสฟอรัส(P) และโพแทสเซียม(K) ซึ่งเป็นธาตุที่มีความจำเป็นที่พืชต้องการ แต่อาจยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช  ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเพิ่มให้เป็นไปตามที่คุณสมบัติปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ กยท.มั่นใจว่า การบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการเกษตรจะสามารถพัฒนาน้ำหมักชีวภาพน้ำนมดิบ เป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำได้อย่างแน่นอน โดยจะแยกขึ้นทะเบียนเป็น ปุ๋ยอินทรีย์น้ำน้ำนมดิบ และปุ๋ยอินทรีย์น้ำปลาหมอคางดำ   พร้อมทั้งยังจะนำขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อจะได้ให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อได้ตามระเบียบพัสดุ ​นอกจากนี้จะมีการตั้งคณะทำงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ในการนำน้ำหมักชีวภาพฯ ดังกล่าว เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยต่างๆ  รวมทั้งจะมีการปรับใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน(N) ในเร่งการเจริญเติบโตของพืช ที่มีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเกิดภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่เป็นแหล่งผลิตปุ๋ยยูเรีย ยิ่งทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น หากสามารถนำปุ๋ยอินทรีย์น้ำทั้ง 2 ชนิดมาให้ทดแทนได้  จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้ รวมทั้งยังสอดคล้องกับกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเกษตรกรรมที่ยั่งยืนปลอดสารพิษอีกด้วย 

 “ปัจจุบัน กยท.มีน้ำหมักชีวภาพทั้ง ชนิด รวมกว่า 4.62 ล้านลิตร หากสามารถขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำได้แล้ว กยท.มั่นใจว่า ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักชีวภาพจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และสามารถใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี หรือใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตให้เกษตรกรได้อย่างแน่นอน และเป็นแนวทางที่จะตอบโจทย์การแก้ปัญหาปุ๋ยเคมีแพงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาการแทนผู้ว่าการ กยทกล่าว

​นอกจากนี้ กยท.ยังจะดำเนินการตลาด ปุ๋ยอินทรีย์น้ำในเชิงรุก ไลฟ์สดในสินค้า ออกนิทรรศการงานแสดงสินค้าต่างๆ   พร้อมทั้งรับจ้างในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักชีวภาพด้วย สำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนในจะใช้น้ำหมักชีวภาพสามารถติดต่อได้ที่หน่วยธุรกิจ (BU) ของ กยท. ซึ่งมีจำหน่วยในบรรจุภัณฑ์ที่แบ่งเป็น 4 ขนาด ได้แก่ ขนาด 1 ลิตร จำหน่ายราคาขายปลีก 100 บาท, ขนาด 5 ลิตร จำหน่ายราคาขายปลีก 450 บาท, ขนาด 20 ลิตร จำหน่ายราคาขายปลีก 1,400 บาท และขนาด 200 ลิตร จำหน่ายราคาขายปลีก 14,000 บาท