กยท.ชี้แนวโน้มยางพาราอยู่ในทิศทางที่ดี คาดความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่ม

กยท. ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลต่อภาพรวมยางพาราไทยในหลายมิติ คาดตลาดโลกมีแนวโน้มใช้ยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์มากขึ้น ผนวกกับปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในบางช่วงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ทิศทางราคายางยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีพร้อมแนะชาวสวนยางพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต บริหารต้นทุน ควบคู่อาชีพเสริมในสวนยาง สร้างความมั่นคงด้านรายได้ในระยะยาว

นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ยางพาราในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 มีทิศทางราคาปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาแผ่นรมควันชั้น 3 ในช่วงเดือนมกราคมเฉลี่ยประมาณ 60-61 บาทต่อกิโลกรัม ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 74-75 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงปลายเดือนมีนาคม และมีแนวโน้มปรับตัวในระดับที่ดี ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางของ กยท. มีส่วนช่วยทำให้ภาพรวมตลาดเกิดความสมดุล ประกอบกับการที่มีปริมาณผลผลิตยางออกสู่ตลาดลดลงระยะสั้น ในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากเป็นช่วงผลัดใบของต้นยาง เกษตรกรชาวสวนยางปิดกรีดหน้ายาง ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะส่งผลกระทบทางจิตวิทยาทำให้ราคายางมีการปรับลดลงเล็กน้อยในช่วงแรก แต่ได้มีการปรับตัวกลับเข้าสู่กลไกตลาดตามปกติในเวลาต่อมา สะท้อนถึงความต้องการใช้ยางในตลาดโลกที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อไปว่า การปิดกั้นเส้นทางขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ซึ่งเป็นจุดขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ (LNG) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 15-20% ของปริมาณการใช้ทั่วโลก มีแนวโน้มทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์(Synthetic Rubber) เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากยางสังเคราะห์ต้องใช้ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบหลัก จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมบางส่วนเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติ (Natural Rubber) มากขึ้น โดยปกติความต้องการใช้ยางทั้งโลกอยู่ที่ประมาณ 22 ล้านตันต่อปี เป็นยางธรรมชาติประมาณ 13 ล้านตัน ยางสังเคราะห์ประมาณ 9 ล้านตัน ดังนั้น หากปีนีี้ยางสังเคราะห์มีราคาเพิ่มสูงขึ้น อาจมีแนวโน้มว่าสัดส่วนความต้องการใช้ยางธรรมชาติในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 13 ล้านตันในระยะนี้ อย่างไรก็ตาม ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ยังคงมีบทบาทร่วมกันในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยสามารถปรับสัดส่วนการใช้งานให้เหมาะสมตามประเภทผลิตภัณฑ์ เช่น อุตสาหกรรมยางรถยนต์ยังจำเป็นต้องใช้ยางทั้งสองประเภทในการผลิตยางล้อ เนื่องจากบริเวณแก้มยางจะใช้ยางธรรมชาติ ส่วนบริเวณหน้าสัมผัสยังจำเป็นจะต้องใช้ยางสังเคราะห์ เพื่อให้ได้คุณสมบัติด้านความแข็งแรง ทนทาน มีประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุด เป็นต้น

“สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วง อาจกระทบต่อต้นทุนการผลิตภาคการเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่ง กยท. ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมมาตรการดูแลเกษตรกรชาวสวนยางอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในสภาวะเช่นนี้ กยท. ขอแนะนำให้พี่น้องชาวสวนยางให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต และบริหารจัดการสวนยางให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการวางแนวทางเสริมรายได้โดยการทำอาชีพเสริมในสวนยาง เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวทั้งนี้ กยท. พร้อมที่จะส่งเสริมและให้คำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมแก่พี่น้องชาวสวนยางในทุกพื้นที่ โดยสามารถขอคำปรึกษาและสอบถามข้อมูลได้ที่ กยท. ทั่วประเทศใกล้บ้านท่าน” นายดิษฐเดช กล่าว
ทางด้านสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) เคยคาดการณ์ว่า ราคายางพาราในตลาดโลกปีนี้จะยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากความต้องการใช้ยางพาราทั่วโลกมีแนวโน้มสูงกว่าปริมาณการผลิตติดต่อกันเป็นปีที่ 6 โดยการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้ความต้องการยางพาราเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าความต้องการยางโลกในปี 2569 จะเติบโต 1.7% แตะที่ระดับ 15.6 ล้านตัน ในขณะที่การเติบโตของผลผลิตยางยังคงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อันเนื่องมาจากปัจจัยลบหลายประการ เช่น สภาพอากาศ และโรคระบาด เป็นต้น จะขยายตัวประมาณ 2.4% หรือ 15.2 ล้านตัน ซึ่งมีปริมาณน้อยกว่าความต้องการยาง โดยประเทศไทยยังคงครองอันดับ 1 ของผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก
ทั้งนี้หากราคาน้ำมันยังมีราคาสูง ราคายางสังเคราะห์ก็จะมีราคาสูงเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย คาดว่าราคายางแผนรมควันชั้น 3 ของไทย อาจมีโอกาสทะลุ 100 บาทต่อกิโลกรัมก็เป็นไปได้ เนื่องจากปริมาณการผลิตยางในปีนี้ยังต่ำว่าปริมาณความต้องการยางประมาณ 400,000–700,000 ตัน
