แฉส่วย “เขาไผ่” ไร่ละล้าน กมธ.สิ่งแวดล้อม วุฒิสภา สาวไส้ค่าเวนคืนที่ดินสปก. ปล่อยนอมินีเผาป่ารุกต้นน้ำ

วันที่ 10 ก.พ.69 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือสปก.โดยไม่ชอบในพื้นที่อำเภอบางละมุงจังหวัดชลบุรี และไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมป่าไม้และ ส.ป.ก. ว่าด้วยแนวทางการปฏิบัติในการกันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติกลับคืนกรมป่าไม้ พ.ศ.2538

โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม , ปฏิรูปที่ดินจังหวัดชลบุรี , อธิบดีกรมป่าไม้ และผู้ร้องเรียนเข้าชี้แจง นายสุไอนี เจริญสุข ผู้ร้องเรียน กล่าวว่า ตนในฐาะกลุ่มรักษ์เขาไผ่ ได้เเจ้งเจ้าหน้าที่ว่าพบการเผา-ใช้เครื่องจักรหนักเข้าไปในพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างป่าสงวนฯกับส.ป.ก. ในพื้นที่ตำบลห้วยใหญ่ และพื้นที่โดยรอบเขาไผ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่ได้สิทธิ์เข้าทำประโยชน์บนเขาไผ่ เป็นเกษตรกรไร้ที่ทำกินจริงหรือไม่ ขณะที่บางเเปลงยังมีสภาพเป็นป่าเเละมีห้วยไหลผ่าน ทำไมถึงออกส.ป.ก.ได้ อีกทั้งชมรมอนุรักษ์ป่าบางละมุง ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ์ในเขตปฏิรูปที่ดิน และการออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเบื้องต้นว่าผู้ถือครองขาดคุณสมบัติการเป็นเกษตรกรเข้าถือครองที่ดิน และมีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

โดยชาวพัทยามีความผูกพันกับป่าในบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก ในอดีตเคยมีเสือโคร่งและสัตว์ป่านานาชนิดและเป็นป่าที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จพระราชดำเนินไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระเพื่อทรงเรือใบ โดยมีพื้นที่ตั้งแต่เขาไผ่จนไปถึงอ.สัตหีบทั้งหมด140,000 ไร่ แต่ทุกวันนี้มีการออกพระราชกฤษฎีกาเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม จึงทำให้มีการรุกล้ำป่าเข้ามาและเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้กับนายทุนรู้เห็นเป็นใจ เพราะแปลงที่จะออกเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดมีค่าเวนคืนที่ดินไร่ละ 1 ล้านบาทของสปก.และคทช.ด้วย ชาวบ้านไม่ต้องการได้ที่ดิน แค่อยากได้สิทธิ์จากป่าเพื่อไปเอาค่าเวรคืนแล้วแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์กันไปในแต่ละส่วน จนเกิดการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะมีการจัดสรรปันส่วนเงินจากค่าเวนคืนที่ดิน

“เรื่องมาเกิดจากการเผาเพื่อแผ้วถางป่าวันนี้อยากร้องเรียนไปยังประธานกมธ.สิ่งแวดล้อม วุฒิสภาเพราะป่าเขาไผ่เป็นป่าผืนสุดท้าย เป็นป่าต้นน้ำซึ่งมีแหล่งน้ำที่รองรับเลี้ยงคนพัทยา คนอำเภอบางละมุงทั้งอำเภอ และเลี้ยงนักท่องเที่ยวรอบเมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และเมืองพัทยาไม่ได้มีปอดไม่ได้มีแหล่งน้ำแต่ที่เขาไผ่เป็นที่ผลิตน้ำ ทางชมรมจึงอยากอนุรักษ์ไว้ให้เป็นแหล่งต้นน้ำให้คนในพื้นที่” นายสุไอนี กล่าว

นอกจากนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมามีการรังวัดเอกสารสิทธิ์สปก.แต่พบว่าเจ้าหน้าที่ปักหมุดเว้าเข้าไปจากจุดที่เป็นเขตป่าเดิมถึง 100 เมตร ทอดเป็นแนวยาวกว่า 1 กิโลเมตร ด้านนายกิตติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า สำนักงานสปก.อาจจะยังจัดรูปแปลงไม่สอดคล้องกับภูมิประเทศและกลุ่มเป้าหมาย โดยการจัดสรรที่ทำกินมีทั้งคนในพื้นที่และคนละแวกใกล้เคียงสามารถได้รับการจัดสรรที่ทำกิน แต่คนนอกพื้นที่หรือผู้ที่มาจากต่างจังหวัดอาจนำมาสู่ปัญหาการถือครองที่ดินโดยนอมินีต่างๆ นอกจากนั้นพบว่ามีการบุกรุกที่ป่าเกินกว่าที่ได้รับการจัดสรรซึ่งส่วนใหญ่นายทุนมักจะรวบรวมแปลงที่ได้รับการจัดสรรเพื่อไปทำผลประโยชน์อย่างอื่นสิ่งนี้คือการผิดวัตถุประสงค์ของสปก.อยู่แล้ว

“ถ้ามีการทำกิจกรรมในพื้นที่สปก.เกินกว่าหนึ่งร้อยไร่ให้ตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่ามีอาจมีการใช้พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์ เพราะฉะนั้นมองว่าทางสปก.เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายเอง ย่อมรู้ดีว่าปัญหาและอุปสรรคจะต้องแก้ไขอย่างไร

ด้านนายชลธิศ สุรัสวดี อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะที่ปรึกษากมธ. กล่าวว่า ขอบเขตของพื้นที่สปก.จะต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือที่ดินต้องไม่ใช่พื้นที่ต้องห้าม ไม่ใช่พื้นที่ลุ่มน้ำในป่าสงวน จึงอาจต้องใช้การอ่านภาพแปลทางอากาศเพื่อชี้วัดว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสมบูรณ์หรือไม่ ขณะที่กรมป่าไม้กับสปก.อาจยังไม่ได้การบูรณาการทำงานอย่างจริงจัง จึงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมการเปลี่ยนมือผู้ครอบครองที่ดินและ เพิกถอนคืนพื้นที่ป่าสมบูรณ์ในเขต สปก.ให้กับกรมป่าไม้ ด้านนายชีวะภาพกล่าวว่า สปก. 4-01 เป็นเอกสารสิทธิ์สำหรับคนยากจนไม่มีที่ทำกิน อีกครั้งยังต้องเป็นที่สำหรับทำเกษตรกรรม แต่นอมินีกลับนำที่ดินดังกล่าวไปทำรีสอร์ทและร้านกาแฟ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามีการเปลี่ยนมือผู้ถือครองที่ดินด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ยังกำชับไปยังกรมป่าไม้ว่าหากเกิดการรังวัดที่คลาดเคลื่อนจะต้องดำเนินการเพิกถอนคืนกลับมาเป็นป่าสมบูรณ์ นอกจากนี้จะติดตามการออกเอกสารสิทธิ์ครองครองที่ดินที่มีความคลาดเคลื่อนรุกล้ำป่าสงวนทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะแค่ที่ดินในเขตสปก.เท่านั้น หากมีการดำเนินการคาดเคลื่อนเจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดชอบ

“แต่ถ้าเอารถแบ็คโฮเข้าไปแผ้วถางก็เท่ากับว่ายังคงมีต้นไม้และเป็นป่าสมบูรณ์ไม่ใช่ป่าที่ทำกิน แต่เข้าไปตีป่าและจุดไฟเผาป่า กรมป่าไม้จะต้องไปแจ้งความดำเนินคดี โดยมีหลักฐานร่องรอยความเสียหายที่ต้องใช้การอ่านแปรภาพทางอากาศ จึงอยากให้กรมป่าไม้ไตร่ตรองและวิเคราะห์ในสิ่งที่ควรดำเนินการ” นายชีวะภาพ กล่าว.