กยท. ถอดบทเรียน รุกฆาตปราบปรามยางเถื่อน

กระทรวงเกษตรฯ เอาจริงปรับเกมส์รุกประกาศสงครามปราบปรามยางเถื่อน   กยท. ถอดบทเรียนทบทวน แก้ไข  อุดช่องโหว่กฎหมาย  ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์  ยืนยันครั้งนี้ไม่เป็นมวยล้ม  ปราบปรามทั้งการลักลอบนำเข้าและการหลีกเลี่ยงภาษีส่งออก คาดโทษหนักถึงขั้นยึดทรัพย์ มั่นใจ สามารถช่วยให้การบริหารจัดการยางของประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  สร้างเสถียรภาพราคายางทะลุ 100 บาท/กก.

            ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)   เปิดเผยว่า   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนและสานต่อนโยบายทำสงครามกับการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรเถื่อน รวมทั้งยางพารา  โดยได้มีการทบทวน ปรับปรุง กฎหมาย ประกาศและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน  อุดช่องโหว่ในทุกๆด้าน  ควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการในเชิงรุก  เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปราม ไม่เฉพาะการลักลอบนำเข้ายางเท่านั้น แต่จะดำเนินการปราบปรามลักลอบส่งออกยางโดยไม่เสียภาษีด้วย  ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการยางภายในประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรชาวสวนยาง และสร้างเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังได้มีการเพิ่มบทลงโทษให้ผู้ลักลอบนำเข้า-ส่งออกยางพาราที่หนักขึ้น  และถ้าผิดจริงจะมีการยึดทรัพย์ โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ด้วย

            รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ในปี 2566  กระทรวงเกษตรฯ  ซึ่งในขณะนั้นมีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ  ได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช (ฉก.พญานาคราช) ขึ้นมา เพื่อป้องกันและปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายรวมทั้งยางพารา ในครั้งนั้นได้มีการปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบด้านราคายางที่ตกต่ำ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 มีราคาเพียง 49 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น  แต่เมื่อมีการปราบปรามยางเถื่อนแควบคู่กับการดำเนินมาตรการอื่นๆ ทำให้ราคายางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเคยขึ้นสูงสุดเกือบแตะ 3 หลักต่อกิโลกรัมในช่วงปี 2567 

            อย่างไรก็ตามในการปราบปรามยางเถื่อนครั้งนั้น แม้จะมีมูลค่าความเสียหายกว่า 8,000 ล้านบาท  แต่ก็ไม่สามารถดำเนินคดีได้  เนื่องจากมีช่องว่างของกฎหมาย หลักฐานไม่แน่นหนาเพียงพอ จำเป็นต้องยกประโยชน์ให้กับผู้ลักลอบนำเข้ายางเถื่อนดังกล่าว  ดังนั้น จึงนำข้อมูลมาถอดบทเรียนแก้ไขข้อผิดพลาด   อุดช่องว่าง ปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นอุปสรรคต่อการปราบปรามจับกุมยางเถื่อน  พร้อมปรับกลยุทธ์ใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน   ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว กระทรวงเกษตรฯ โดยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ  จึงได้ขับเคลื่อนประกาศสงครามกับลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย  โดยเฉพาะยางพาราอย่างเข้มข้นภายใต้หน่วยเฉพาะกิจพญานาคราชขึ้นมาอีกครั้ง

            “กยท.ดำเนินงานภายใต้ พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558  เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่สนับสนุน ไม่มีอำนาจในการปราบปรามโดยตรง เพราะพระราชบัญญัติควบคุมยาง กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ดูแล  ดังนั้น การปราบปรามยางเถื่อนจึงต้องดำเนินการภายใต้หน่วย ฉก.พญานาคราช ซึ่งหน่วยเฉพาะกิจที่สินธิกำลังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)  ปปง.  หน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรฯที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมี กยท.ร่วมอยู่ด้วย  ดังนั้นในการปราบปรามยางเถื่อนครั้งนี้จะมีประสิทธิภาพเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน และผู้ที่กระทำผิดนอกจากจะถูกลงโทษตามกฎหมายแล้ว อาจจะถูกยึดทรัพย์อีกด้วย”  ดร.เพิกกล่าว

            รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า   กยท.ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ  เพื่อให้การปราบปรามยางเถื่อนเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการออกโฉนดต้นยาง จะเป็นอีกมาตรการที่มีสำคัญในการแก้ปัญหาการลักลอบน้ำเข้ายางเถื่อนตามแนวชายแดนได้อย่างครอบคลุม เพราะโฉนดต้นยางจะทำให้สามารถระบุพิกัดที่ตั้งของต้นยาง ปริมาณผลผลิต และเจ้าของได้อย่างแม่นยำ  ป้องกันการลักลอบนำเข้ายางมาสามารถสวมสิทธิ์แหล่งที่มาของยางได้  ในขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรฯยังได้ออกประกาศเขตควบคุมยาง โดยกำหนดให้การเคลื่อนย้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนที่ติดประเทศเพื่อนบ้านจะต้องจัดทำรายงานการซื้อขายยางและขออนุญาตจากกรมวิชาการเกษตรอีกด้วย

            นอกจากการดำเนินการปราบปรามยางการลักลอบนำเข้ายางจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว  ยังจะดำเนินการกับผู้ที่ลักลอบส่งออกยางโดยไม่เสียภาษีควบคู่กันไปด้วย จากเดิมที่ไม่เคยดำเนินในเรื่องนี้เลย  ซึ่งการส่งออกจะต้องเสียภาษีหรือเงินค่าธรรมส่งออกยาง(CESS) คาดว่ามีการลักลอบส่งออกยางโดยไม่เสียภาษีประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี  ทำให้ กยท.ต้องสูญเสียเงินพัฒนายางพาราไทยทั้งระบบ ซึ่งค่าธรรมเนียมส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ เป็นค่าบริหารจัดการของ กยท. ไม่เกิน10% , สนับสนุนส่งเสริมการปลูกยางพาราใหม่ทดแทนยางพาราที่มีอายุมาก ไม่เกิน 40% , ส่งเสริมสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต การผลิต การแปรรูป การตลาด และอุตสาหกรรมแปรรูปยางขั้นต้นอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมไม้ยาง การรวบรวมผลผลิต และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับยางพารา  ไม่เกิน 35% ,  สนับสนุนด้านวิชาการ การวิจัยและพัฒนายาง ไม่เกิน5% , สวัสดิการแก่ชาวสวนยาง ไม่เกิน 7% และ ส่งเสริม สนับสนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ไม่เกิน 3%

            “ กยท. มั่นใจว่า การประกาศสงครามกับผู้ลักลอบนำเข้า-ส่งออกยางเถื่อนในครั้งนี้ จะทำมีส่วนสำคัญทำให้ยางราคายางพาราของไทยมีเสถียรภาพ   สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ  หากราคายางเพิ่มขึ้น 1บาทต่อกิโลกรัมจะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5,000 ล้านบาท  ซึ่งขณะนี้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 มีราคาประมาณ 62 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อมีการปราบปรามอย่างจริงจัง ผนวกกับการดำเนินมาตรอื่นๆเกี่ยวกับยางพาราที่มีความชัดเจนไม่ว่าจะเป็นมาตรการเพิ่มการใช้ยางในประเทศ  การผลักดันการใช้ราคาอ้างอิงประเทศไทยในการซื้อขายยาง  มาตรการหยุดกรีดยาง  มาตรการชะลอการขาย เป็นต้นแล้ว จะทำให้ราคายางทะลุ 3 หลักต่อกิโลกรัมอีกครั้งภายในปีนี้หรือต้นปีหน้าอย่างแน่นอน”  รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าวยืนยัน